เปลืองเปล่า

1
หลัง ๆ อ่านงานมูราคามิบ่อย เพราะทะลึ่งสั่งมาทีละหลายเล่มจนหมดเงินซื้ออย่างอื่น ซึ่งบ่อย ๆ เข้าจะเห็นประโยคหนึ่งที่แทรกอยู่ประจำคือ

“(เขา)เคลื่อนไหว (หรือทำงาน)ไร้ความเปลืองเปล่า”

ซึ่งแรก ๆ ก็เข้าใจว่าการทำอะไรจนชำนิชำนาญกระทั่งทำออกมาได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย…

2
กลับมาวิ่งได้สักครึ่งเดือนเเล้ว หลังจากห่างหายไปพอกพูนสะสมไขมันมากว่าครึ่งปี ทำให้ตอนนี้กลายเป็นหมูหนักแปดสิบกิโลฯ ซึ่งการกลับมาวิ่งครั้งนี้ก่อให้เกิดปัญหาความฟิตและอาการเจ็บที่มากขึ้นจากน้ำหนักตัวที่มากมาย

แต่ที่ทำได้ดีคือการเตรียมตัว อาจเพราะเคยทำมาแล้ว จึงทำให้การวิ่งทำระยะ กลับมาที่ 10 K ได้ภายในไม่กี่วัน (จากการลงวิ่งสี่ห้าครั้ง)

ดังนั้นสิ่งที่อยากพัฒนาคือการคุมน้ำหนักให้ลงมา สร้างความฟิต และ การเพิ่มความเร็วของตัวเองให้ดีขึ้นนั่งเอง

3
ฟังพ็อดคาสต์ Steplife ตอนล่าสุดเรื่อง Interval การลงคอร์ด เทมโป บลา ๆ ซึ่งเป็นการพูดคุยกันของนักวิ่งมืออาชีพ เพื่อเพิ่มความเร็วและสถิติซึ่งมาจังหวะที่เราอยากฝึกเรื่องนี้พอดี

ระหว่างฟังเราก็มโนตามว่าเราอยากฝึกอะไรบ้าง เพื่อให้ได้เวลาที่ดีขึ้น

แต่กลับพบประโยคเด็ดในตอนท้ายของพ็อดคาสต์ที่หมอเมย์บอกประมาณว่า

ก่อนที่คุณจะไปฝึกฝนเรื่องแอดวานซ์เหล่านี้ คุณมีเบสิคที่ดีแล้วหรือยัง เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้คุณพัฒนาได้ดีขึ้น อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยที่คุณมองข้ามก็ได้

4
เชี่ย… กูมีพื้นฐานดีหรือเปล่าวะ

คำถามที่เกิดขึ้นในหัว จากนั้นจึงเข้าไปหาข้อมูลว่าพื้นฐานที่ควรรู้และควรมีในการวิ่งคืออะไรบ้าง

พบว่า สิ่งที่เราไม่เข้าใจและไม่ได้ฝึกฝนนั้นมีเยอะมาก ทั้งการวอร์ม การยืดเหยียด การคูลดาวน์ ซึ่งเหล่านี้ก็พอทำเป็นแหละแต่ก็ไม่ได้จริงจังลงลึกอะไรมากมายซึ่งตั้งใจว่าจะจัดการให้มันถูกต้องเข้าที่เข้าทางให้ได้

เปิดหาข้อมูลต่อเนื่องไปมาพบว่าสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่เรามองข้ามมา (คือเห็นแต่ไม่สนใจ) ตลอดคือ ‘ท่าทางในการวิ่ง’

เชี่ย… ลอยมาอีกครั้ง

หลังจากลองฟัง เพราะพบว่า
ตัวเองแม่งวิ่งผิดทุกอย่าง

5

‘ท่าวิ่งที่ถูกต้องนั้น จะสร้างแรงขับเคลื่อนได้ดี และใช้พลังงานน้อยลง’

หมายความว่า ในความฟิตเท่าเดิม แรงเท่าเดิม เราก็อาจมีความเร็วและระยะทางที่เพิ่มขึ้นได้ เพียงแค่ปรับบางอย่าง และทำความเข้าใจบางเรื่องให้มากพอนั่นเอง

6
กลับมาที่ ‘ความเปลืองเปล่า‘ ที่เข้ากับสถานการณ์ตรงหน้าตัวเอง ทำให้คิดได้ว่า ตลอดเวลาเราทำอะไรเปลืองเปล่าไร้ประโยชน์มากมายแค่ไหนในแต่ละวัน พบว่าตัวเองไร้สาระไปกับสิ่งที่ไม่ได้ผลักดันไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้

เช่นนอนไถเฟชเสือกเรื่องชาวบ้าน แซะคนนั้นคนในประเทศคนบ้า

แม้กระทั่งการเขียนตอนนี้ที่ไม่ยอมเข้าเรื่องสักที อ้อมไปไกลจนคิดว่าคนที่อ่านอยู่น่าจะรำคาญจนอาจจะอ่านมาไม่ถึงตรงนี่ก็ได้

เหล่านี้รื้อความคิดของคำว่า เปลืองเปล่า ในนิยายของมูราคามิที่ว่ามันเกิดจากความชำนาญในสาขาอาชีพเพียงแค่นั้น

จริง ๆ แล้วมันมีปัจจัยมากมายเป็นองค์ประกอบ ทุกย่างเกิดจากความเข้าใจ ลงมือปฏิบัติ ฝึกฝนอย่างมีวินัยและทำมันซ้ำไปมาต่างหาก

ทำให้นึกถึงคำพูดของพี่วิชัย (นักเขียน/ครีเอทีฟแซลม่อนเฮาส์) ที่บอกว่า

“ไอเดียทำให้คุณรู้ว่าคุณต้องเขียนอะไร แต่เมื่อคุณเริ่มลงมือ ‘วินัย’ เท่านั้นที่ทำให้ผลงานคุณเสร็จ”

7
จุดหนึ่งก็พอจะตกผลึกได้ตอนนี้ก็คือ

การที่เราจะเพิ่มขีดความสามารถของตัวเองนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกเพิ่มทักษะต่าง ๆ เข้ามาอย่างบ้าคลั่ง เหมือนมือถือที่ติดตั้งแอปฯ ช่วยเหลือบ้าบอมาเต็มความจุ

แต่การตัดทอนสิ่งต่าง ๆ ให้น้อยลง เหลือเพียงสิ่งที่สำคัญก็เป็นเรื่องจำเป็น

ซึ่งการที่จะรู้ได้ว่าสิ่งจำเป็นที่สุดของเราคืออะไร ก็ต้องมาจากการอยู่กับตัวเอง คิด พิจารณาไตร่ตรองอย่างถึงที่สุด ขุดคุ้ยสิ่งที่เราอยากได้จริง ๆ ออกมาวางตั้งตรงหน้า และวางแผนเพื่อทำออกมา

ซึ่งหากเราเข้าใจตัวเองมากพอ เราก็จะสามารถลงมือทำเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยไร้การสูญเสียพลัง ร่างกาย เวลา และจิตใจ ไปอย่าง ‘เปลืองเปล่า’ นั่นเอง

#เขียนตั้งยาวเปลืองเปล่าชิบหาย
#นอนดีกว่า

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s