วาเลนไทน์–วาเลนไทย

1
เมื่อวานขณะที่หน้าฟีดเต็มไปด้วยความหวานจากคู่รักปะทะกับพวกโสดหมั่นไส้ ผมกลับชวนตุ้มไปฟังเสวนาอาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ ทันทีที่รู้ข่าวว่ามาร้อยเอ็ดจากอาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญที่แจ้งข่าวผ่านเฟซบุ๊ก ด้วยความติดที่ว่าโอกาสได้เจอทั้งสองอาจารย์ไม่ใช่เรื่องง่ายจึงตัดสินใจทันที

2
ตุ้มตอบตกลงแบบงง ๆ ว่าไป โดยไม่รู้ว่าไปทำไม เขาจะคุยเรื่องอะไร ฟังแล้วได้อะไร

โดยที่ไม่มีคำถามใด ๆ ตุ้มตอบตกลงโดยให้เหตุผลว่า

“ก็แค่ไปให้มันรู้”

เฮ้ย! คนจริง! ตอบดี แบบนี้สิคนที่จะคบกันได้นาน

3
เล่าคร่าว ๆ ว่าอาจารย์สุจิตต์ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการด่าประวัติศาสตร์ เอ้ย ชำระประวัติศาสตร์ไทยในแบบของท่าน ซึ่งเรื่องที่เด่นสุดคือการถกเถียงว่า คนไทยมาจากไหน ซึ่งจากความเชื่อคือเรามาจากที่อื่น เคลื่อนตัวมาเรื่อย แต่อาจารย์บอกว่า

“พวกมึงอยู่ตรงนี้ กิน ขี้ ปี้ กันอยู่ตรงนี้มาตามหลักฐานคือสามพันปีแล้ว”

ซึ่งผมคงไม่มีความสามารถมาอธิบายแนวคิดหรือที่มาที่ไปแบบลึก ๆ ได้ว่าเป็นอย่างไร หาดูเอาผ่านยูทูปแล้วกัน

4
ที่นี้ก็เกิดคำถามว่า เราจะเรียนรู้ประวัติศาสตร์ทำไมในเมื่อเราก็ทำมาหากินโดยการค้าขายไปวัน ๆ

จริง ๆ ก็เหตุผลอยู่สองข้อข้อแรกคืออยากรู้แหละ ว่าเรามาจากไหน (แม้เคยฟังมาแล้วแต่ก็อยากฟังชัด ๆ มัน ๆ หน่อย)

กับข้อสองอันนี้ไม่คาดหวัง เพราะเขียนนิยายเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับพญาแถนกับพญาคันคาก

เพราะเราสงสัยวันพญาแถนมีความสำคัญประหนึ่งผู้สร้างโลกตามตามเชื่อของคนแถบนี้ กลับกลายเป็นตัวร้ายและกลายเป็นขี้ข้าคอยปล่อยน้ำเมื่อมีบั้งไฟมา ตรงนี้มีนัยะอย่างไร

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถามเพราะมันไม่เกี่ยวกับเรื่องที่บรรยาย เลยได้แต่ฟังและมันไปกับลีลาของอาจารย์

5
สิ่งที่ได้จริง ๆ จากการฟังคือความรู้สึกของการเป็น
ผลไทร…

หมายความว่าบนกิ่งก้านที่กว้างใหญ่และลูกไทรมากมายรวมถึงใบและกิ่งก้าน เราอาจไม่รู้จักอีกฟากฝั่งของต้น ไม่รู้ว่าใบและกิ่งของอีกฝั่งเป็นเช่นไร

แต่สุดท้าย การที่เราเรียนรู้เรื่องราวเก่าก่อน เราก็จะพบว่า เราล้วนมาจากรากฐานเดียวกัน

ความผูกพันที่แยกไม่ออกและมีซึ่งส่วนหนึ่งที่แสดงออกมาว่าเราเกิดมาจากฐานถิ่นพันธุ์อันเดียวกัน

และเอาเข้าจริงผมเข้าใจว่า หากเราคิดได้ว่าเราเกิดมาจากรากเง้าเดียวกัน แสดงว่าเราก็อาจมีวิธีหรือทำความเข้าใจซึ่งกันและกันได้ และนั่นอาจหมายถึงเราอาจมีวิธีการจัดการความขัดแย้งที่มีได้ง่ายขึ้นหากเราเข้าใจกันและกันนั่นเอง

6
อีกอย่างที่ผมตั้งใจไปฟังมาก ๆ คือเรื่องเล่าตำนานพื้นถิ่น เช่นเรื่องน้ำเต้า เรื่องหมานำทางสู่สวรรค์ เมืองบาดาล ตำนานแถน เรื่องขวัญ และอื่น ๆ อีกมากมายที่แสนสนุก

้ท้าวความไกล ๆ ถึงตอนที่ไม่รู้จักอาจารย์สุจิตต์คงต้องเขียนอีกหลายหน้าเอสี่

สรุปย่อ ๆ คือแกเปลี่ยนใจให้ผมอยากฟังตำนานแบบนี้มากกว่าจะขจัดปัดทิ้งตามแบบตำราเรียนที่สอนให้เราไม่เชื่อถือเรื่องเล่าเหล่านี้นั่นเอง

7
ระหว่างที่มันกับเรื่องเล่าของ ‘ขวัญ’ และงานศพ รวมถึงสำเนียงลาวใน ‘โขน’ ผมหันไปพบว่าตุ้ม ผู้ที่อยากมาให้รู้ว่ามีอะไรก็ให้ไปดูไปฟัง นอนหลับอย่างไร้เยื่อใยใด ๆ ทั้งสิ้น

เอ่อ… เอาเป็นว่าเข้าใจ ทั้งเหลลนื่อยและไม่ได้เตรียมใจมา เจอเรื่องประวิติศาสตร์แบบนี้เข้าไป เป็นใครก็คงสลบไสลไปเข้าเฝ้าพญาแถนกันทั้งนั้น

ไม่แน่ ตุ้มอาจกลับมาเล่าเรื่องที่สนุกกว่าอาจารย์ก็ได้ใครจะรู้…

8
น่าเสียดายอีกอย่างคือ ตอนเราพักเที่ยงออกไปกินข้าว กะว่าจะกลับไปฟังอาจารย์ศิริพจน์ สักชั่วโมง แต่มีธุระด่วนทำให้ต้องกลับเลย ซึ่งไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้ฟังอาจารย์บรรยายไหม

อ้อ ตอนเที่ยงเรากินกะเพราถาด ซึ่งพอได้ฟังเรื่องประวัติศาสตร์ก็พลอยทำให้นึกถึงประวัติความเป็นมาของกะเพรา พริก และส่วนประกอบอื่น ๆ อยากเล่าและพูดคุยแต่คิดว่าที่เขียนมาตอนนี้แม่งก็ยาวจนไม่รู้ว่าจะมีคนอ่านจบหรือเปล่า

เอาเป็นว่า เรื่องที่เหลือจะทยอยมาเล่าให้ฟังก็แล้วกัน

9
สรุปสุดท้ายจริง ๆ คือ คนไทยไม่ได้มาจากเทือกเขาอัลไต และจุดที่พีคที่สุดของการบรรยายนั้น

คือการจ้องมองหัวนมสีสดใสของอาจารย์สุจิตต์เป็นของ ‘ขวัญ’ วันวาเลนไทน์นั่นเอง

ฮา


งวดหน้าจะมาเล่าว่าได้อะไรจาก
ชีตบรรยายของอาจารย์สุจิตต์

#วาเลนไทย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s