When I Talk about Running :เพราะเราไม่ได้เกิดมาเพื่อวิ่งเร็ว

1

มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาให้วิ่งเร็ว คนที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก ยังวิ่งช้ากว่ากระรอกเลย

แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์ไปได้ไกลกว่าสัตว์อื่น ๆ คือ การที่มนุษย์นั้น… วิ่งได้นาน

2

จากกระแสการวื่งที่ทวีความเข้มข้นในบ้านเรา ทั้งแคมเปญการกุศลและกิจกรรมรณรงค์ออกกำลังกาย หลายที่ใช้การวิ่ง เพื่อดึงดูดผู้คน หลายคนก็ใช้การวิ่งเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

หนังสือการวิ่งหลายเล่มถูกตีพิมพ์ออกมาในช่วงนี้ ที่โด่งดังที่สุดน่าจะเป็นของพี่นิ้วกลมชื่อเล่มว่า Homofisher ซึ่งผมยังไม่อ่าน แต่แอดมิน Sopons จัดไปเรียบร้อยพร้อมประกาศกร้าวว่าจะลงเชียงใหม่ มาราธอน ช่างอาจหาญยิ่งนัก สักพักน่าจะมีรีวิวจากพี่เขากัน

ส่วนผมเองไม่ได้มีไฟลุกโชนบ้าพลังขนาดนั้น จึงขอหลบมาหยิบหนังสือการวิ่งที่เปล่าเปลี่ยว อ้างว้าง ราวกับล่องลอยกลางทะเลกว้าง กับงานเขียนของ Haruki Murakami กับเล่มที่เกือบจะตีแผ่ชีวิตและการทำงานของเขาแบบที่ไม่เคยบอกใครมาก่อน (ณ ขณะที่หนังสือออก) กับเล่มนี้

What I Talk About When I Talk About Running ได้รับแรงบันดาลใจชื่อเล่มมาจาก หนังสือ What We Talk About Whne We Talk About Love ของ เรย์มอนด์ คาร์เวอร์

3

เกล็ดความคิดบนก้าววิ่ง

What I Talk about

When I Talk about Running

แปล : นพดล เวชสวัสดิ์
สนพ : กำมะหยี่

“หนังสือเล่มนี้พูดการวิ่ง หาใช่สารนิพนธ์ว่าด้วยการฝึกออกกำลังกายให้แข็งแกร่ง ผมไม่พยายามจะสอนว่า

“ลุกขึ้นมาได้แล้ว ทุกคนเลย ออกไปวิ่งทุกเช้าเพื่อให้ร่างกายเเข็งแรง”

ไม่เลยครับ หนังสือเล่มนี้รวบรวมเกล็ดความคิดของผมที่การวิ่งให้ความหมายต่อผมในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เป็นแต่เพียงหนังสือที่ผมวิเคราะห์ครุ่นคิดเรื่องอยู่ในหัว และคิดออกมาดัง ๆ”

แทบจะกล่าวได้ว่านี้คือประโยคที่มูราคามิเองต้องการสะท้อนออกมาให้เห็นถึงแก่นแกนของหนังสือเล่มนี้

ความคาดหวังต่อการบอกซึ่งเทคนิค ปลุกใจให้ออกไปวิ่งแทบดับลงทันใดสำหรับผู้ต้องการเติมเชื้อไฟในการวิ่งหรือออกกำลังกาย

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ถ่ายทอดช่วงเวลาสำคัญก่อนที่เขาจะลงแข่งในมาราธอนสำคัญ ๆ ทั้ง Boston Marathon ก่อนลงแข่ง ไตรกีฬา และ Ultra Marathon

ในแต่ละบทไม่ได้ถูกเขียนเรียงลำดับตามเวลา โดยเนื้อคร่าว ๆ ของแต่ละบทจะสอดแทรกวิถีชีวิต การเติบโต และงานที่เขารักทั้งการเปิดบาร์แจ๊ส และการเป็นรักเขียน

เริ่มบทเปิดเรื่อง มูราคามิออกตัวด้วยนิสัยอ่อนน้อมของเขาว่า หนังสือนี้ไม่ไช่หนังสือสอนออกกำลัง หรือปลุกไฟฝันอันใด แต่เป็นการรวมเรื่องราวชีวิตของเขา

ในบทที่หนึ่งเรื่องราวเริ่ม ณ หมู่เกาะฮาวาย

เขาเริ่มทำการฝึกซ้อม เพื่อลงแข่งรายการมาราธอน ก่อนเริ่มขุดเขี่ยการดำเนินชีวิตของเขาขึ้นมา ประกอบสร้างบางอย่างให้ผู้อ่านเริ่มเข้าใจเขา ราวกับว่าเขาคือตัวละครของนิยายเขาเอง

เขาไม่ชอบกีฬาที่เล่นเป็นทีม เขาจึงเริ่มวิ่ง การวิ่งที่ไม่ได้ต้องการชัยชนะ การวิ่งเพื่อที่จะวิ่ง เก็บสถิติเพียงลำพัง เพิ่มตัวเลขรายการที่เขาลงที่ละอัน ๆ

ราวกับอาชีพนักเขียน ที่เขาค่อย ๆ เขียนไปทีละเล่ม ๆ ไม่ต้องการแข่งยอดขาย ยอดตีพิมพ์ เป้าหมายที่แท้จริงคือเขียนได้ตามที่ต้องการหรือไม่ต่างหาก คุณหลอกตัวเองไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำแล้วไปได้ดังหวังไหม

มูราคามิเล่าไปถึงจุดสูงสุดของการวิ่ง ช่วงอายุที่เขาทำเวลาได้ดีที่สุด แม้มันจะผ่านไปแล้ว แต่ใช่สาระ ความสำคัญจริง ๆ คือเขายังทำมันอยู่

ทุกอย่างเคลื่อนไปไม่หยุด และเขาก็จะไม่หยุด

ผมเพียงแค่ก้าววิ่งวิ่งไปในห้วงสุญญากาศว่างเปล่าหรือว่าควรจะพูดกลับกันเสียใหม่ให้ชัดขึ้นผมวิ่งเพื่อสร้างห้วงสุญญากาศขึ้นมา…

ความคิดที่สุดเข้ามาในหัวตอนที่ผมวิ่งเหปรียบไปคล้ายก้อนเมฆเมฆ มีหลากหลายรูปหลายขนาดเดี๋ยวมาเดี๋ยวไป แต่ฟ้าใสก็ยังคงเดิมไม่เคยเปลี่ยน เมฆเป็นเพียงผู้มาเยือนที่จะเคลื่อนผ่านจากไป ทิ้งท้องฟ้าไปเบื้องหลัง

ท้องฟ้าคงรูปและอรูป มีเนื้อสารและไร้สารในเวลาเดียวกันมนุษย์เราเพียงแค่ยอมรับความพึงความกว้างไกลเสพดื่มความยิ่งใหญ่ไพศาล”

คุณไม่รู้หรอกว่าคุณจะเป็นอะไรหรือจะทำอะไรในอนาคต สิ่งที่คุณต้องทำคือการทำสิ่งตรงหน้า เพื่อให้มันพาตัวคุณไป

ในบทต่อ ๆ มา มูราคามิก็ค่อย ๆ ขยายภาคส่วนต่าง ๆ ของชีวิต เอาปมที่กล่าวมาในบทแรก มาตั้ง ต่อด้วยการเติมส่วนขยายในชีวิต

เขาเล่าช่วงที่เขาทำบาร์แจ๊สและไปได้ดี จุดเริ่มต้นของอาชีพตั้งแต่วัยยี่สิบ การแต่งงานและเซ้นการทำธุรกิจของภรรยา ก่อนพลิกชีวิตมาเป็นคนเขียนนวนิยายท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนรอบข้าง

เขาไม่ใช่คนทำธุรกิจ เขามีหน้าที่ ทำ และ ทำ เขาถนัดเช่นนี้

“ผมคือม้าไถนา ไม่ใช่ม้าแข่ง” มูราคามิกล่าว

4

จากนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องราวการเริ่มต้นเขียนนิยาย ก็คล้ายกับคำลงท้ายในนิยายหลาย ๆ เล่มที่ถูกแปล ในวันหนึ่งขณะที่เขาดูเบสบอล แล้วราวกับมันตกลงจากฟากฟ้า ความคิดที่เขาอยากเขียนนิยายก็เริ่มต้น

มันฟังดูง่าย แต่ความจริงแล้วเขาต้องสู้กับอะไรต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งวันที่เขาแน่วแน่ว่าจะเขียนนิยายเป็นอาชีพ เรื่องนี้เล่ายาวและทำให้เข้าใจกว่าบทท้ายเล่ม เขาเล่าถึงบรรยากาศ บริบทต่าง ๆ ในวันนั้น และความทุ่มเท แต่ก็ไม่ได้ละเอียดมากมายเท่าเรื่องราวที่เขียนไว้ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งในกาลต่อมาของเขา คือเล่มที่ชื่อว่า “นักเขียนนวนิยายมืออาชีพ” ซึ่งผมเคยรีวิวไว้ก่อนหน้านี้

เขาจัดการขายทุกอย่าง ย้ายตัวเองและภรรยาไปอยู่ที่ห่างไกล และการที่เขาห่างไกล เขาจึงหาวิธีที่จะมาใช้ฆ่าเวลารวมถึงเสริมสร้างร่างกาย และเขาก็เริ่มวิ่ง จากนั้นเป็นต้นมาตลอด 23 ปี (1982 – 2005 หรือปีที่หนังสือออก) เขาวิ่งและลงมาราธอนเรื่อยมาอย่างน้อย 1 ครั้ง

นอกจากนี้ เขายังเล่าประสบการณ์การออกไปวิ่ง ณ ต้นกำเนิดที่เอเธน ประเทศกรีช เพื่อเขียนบทความส่งสำนักพิมพ์ การพบเจอเรื่องไม่คาดฝัน เส้นที่ที่ไม่ได้ถูกจัดเตรียม ความอันตรายบนเส้นทางการวิ่ง

ต่อด้วยการเตรียมสภาวะจิตใจลงแข่ง Ultra Marathon ระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร เขาฝึกซ้อมตามปกติ คิดไว้คร่าว ๆ ว่าจะจบมันลงด้วยเวลา 6-7 ชั่วโมง (เพราะเวลาเฉลี่ยวิ่ง 42.195 กิโลเมตรของเขาคือ สามชั่วโมง) แต่เมื่อลงแข่งจริงเขาต้องต่อสู้กับอะไรมากมายและทำเวลาไปกว่า 12 ชั่วโมง

นรกอยู่ครึ่งหลังของการแข่งขัน” เขากล่าว

นอกจากนี้ยังมีการลงแข่งไตรกีฬา สลับกับช่วงชีวิตที่นั่งลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ เสียงหัวใจที่ยอกให้หยุดเถอะตลอดเวลา แต่เขาก็ผ่านมันมาได้

5

การเป็นนักเขียน นักวิ่ง ก็เป็นภาพแทนของทั้งชีวิตของมูราคามิ

การสืบเท้าย่างไปทีละก้าว คล้ายการบอกเล่าเรื่องราวไปทีละตัวอักษร

ความเท่และดูดีไม่ได้สำคัญเท่ากับความขยันและทำงานหนัก เป้าหมายไม่ได้ชนะใคร แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องทำ

เป็นเรื่องง่ายหากเราคิดเพียงว่านั่นคืออาชีพของเขา การเขียนนิยายเลี้ยงดูเขา แต่นั้นไม่ใช่สาระสำคัญที่ผมได้เรียนรู้จากกิจวัตรและอาชีพของเขา

สิ่งที่ได้รับจริง ๆ คือคำถามที่ว่า เราเคยตั้งใจทำและจริงจังกับสิ่งไหนได้ยาวนานบ้างนะ

นอกจากการหายใจ และปล่อยให้เลือดสูบฉีดตามที่มันควรจะเป็นแล้ว เราทำอะไรมากกว่านั้นหรือยัง…

6

ทั้งหมดทั้งมวล หนังสือเล่มนี้ก็เป็นห้วงความคิดของเขาที่เปรียบเทียบการวิ่ง การเตรียมตัว การต่อสู้ (กับตัวเอง) การทำซ้ำ ขยัน

แม้จะเป็นหนังสือรวมบทความ แต่การเล่าก็ไม่ได้ทิ้งความเป็นนิยาย การอธิบายลงลึกถึงจิตใจ การวางหนังสือไว้แล้วหลับตาสร้างภาพในห้วงคิดผู้อ่านเป็นสิ่งที่มูราคามิทำได้ดีเสมอ

หากคุณยังไม่เคยอ่านเล่มนี้ แนะนำอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ใช่หนังสือที่บอกให้คุณวิ่ง แต่เป็นหนังสือที่บอกให้คุณทำ

บางทีคุณอาจเอาบันดาลใจไปเริ่มสิ่งที่คุณอยากทำก็ได้

จงเป็นม้าไถนา อย่าเป็นม้าแข่ง เพราะจุดเด่นของมนุษย์อย่างเรา ๆ ไม่ใช่ความเร็ว แต่เป็นความทนทาน

23.6.18

iMonkey

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s