คนนั้น คืนนั้น

–คืนนั้น คนนั้น–

: รวมนักเขียน
สำนักพิมพ์ :ตำหนัก
—–
1
รวมเรื่องสั้นอีโรติกจาก สนพ ตำหนัก โดยเจ้าสำนักภู่มณี ผู้มีสากใหญ่ไล่ตำครกในโลโก้สำนักพิมพ์

เล่มนี้เป็นลิมิตเต็ด อิดิชั่น พิมพ์มาร้อยเล่มเช่นเดิมในราคา หนึ่งร้อยบาท ในเล่มประกอบด้วยเรื่องสั้นห้าเรื่อง แม้จะเป็นแนวเดียวกันแต่กลับให้อารมณ์คนละแบบ สั้นยาวต่างกันไป และแม้ว่าจะจั่วหัวว่าอิโรติก แต่อารมณ์หลังจากที่คุณอ่านจบไปแต่ละเรื่องแล้วนั้น ก็ไม่ได้ปลุกเร้าหรือ โลมเลียความกระสันเท่านั้น แต่กลับให้การตีความและปัญหาของสังคมบางอย่างให้ขบคิดมากพอดู

2
มาดูว่าเรื่องสั้น 5 เรื่อง จากนักเขียน 5 คน เป็นไงบ้างในความรู้สึกของผม


เรื่องแรกคือ

‘Slippery Sunday’
ของคุณ ดนุวัติ

เรื่องราวของหญิงสาววัยกระเตาะกับการเดินทางหาอะไรทำในวันอาทิตย์ ที่ถือว่าเป็นวันหยุดประจำครอบครัว จากการขับไล่ของแม่ให้ไปหาอะไรทำ ชักพาเธอกลับเข้าโรงเรียนเก่าและพบกับบางอย่างที่ฉุดเธอให้รำลึกถึงความเก่า และก้าวไปสู่ดินแดนใหม่

การเล่าเรื่องเป็นแบบตัดสลับคล้ายภาพยนต์ ให้อารมณ์มืด ๆ มัว ทั้งฉากและบรรยากาศให้ความรู้สึกทั้งจริงและไม่จริง กึ่ง ๆ จริง กึ่ง ๆ ฝัน แม้กระทั่งจุดไคลแมกซ์ ก็ไม่อาจชี้ชัดว่า –นี่นะ คือความจริง

ส่วนตัวชอบเรื่องนี้มากที่สุด คิดว่าให้อะไรมากกว่าแค่ผ่าน ๆ ไป ฉากที่สร้างขึ้นในหัวขณะอ่าน ยังติดค้างและตั้งคำถามกับเราว่า หากเราตกลงหรือหลงสู่ห้วงพิศดารเช่นนี้ เราจะยั้บยั้งชั่งใจอะไรได้หรือไม่

คิดว่าเป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุดในเล่ม จนกลายเป็นสร้างความคาดหวังในเรื่องต่อไปไว้สูงลิบลิ่วเลยทีเดียว


เรื่องที่ 2

‘คืนวันอันหนาวเหน็บ’
ของคุณ สุชานนท์

เรื่องเล่าของ ‘ข้าพเจ้า’ ที่ออกมานั่งเล่าเรื่อง ‘วันนั้น’ ของ สุพัตรา โสเภณีตัวท๊อป และเหตุการณ์อลม่านหลังบานประตูที่ถูกถีบพัง

จุดน่าสนใจของเรื่องนี้คือการเล่าเรื่องแบบหลายมุมมอง ทั้งน้ำเสียงของ ‘ข้าพเจ้า’ เองที่ค่อย ๆ อธิบายเหตุการณ์ ตามด้วยน้ำเสียงของสุพัตราที่เอ่ยในคำคืนนั้นผ่าน ข้าพเจ้า แต่กลับให้อารมณ์เจ้าตัวมาเล่าเอง และ เขาที่ถูกเล่าผ่านสายตาข้าพเจ้าอีกชั้นหนึ่ง

เรื่องสั้นเรื่องนี้ยาวที่สุดในเล่ม มีเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้น ทั้งจริง และเหนือจริง ปลุกปล้ำกัน ทำให้ผู้อ่านตีความได้หลายอย่าง ความพลิกแพลง ผกผันของเรื่องราวเรียกให้ผู้อ่านติดตาม มีส่วนเกินเยอะพอควร คำซ้ำ ๆ ในวรรคตอนเดียวกันทำอารมณ์สะดุดนิด ๆ และการใช้ไม้ยมกซ้ำ ๆ ราวกับพยายามตรึงผู้อ่านให้จดจำมากเกินไป ทำให้เรื่องย้วยและดูเบื่อ ๆ ในบางช่วง และบทอัศจรรย์นั้น ยังไม่ค่อยสะกิดเขี่ยต่อมอารมณ์และจินตนาการได้มากเท่าเรื่องแรก อาจเพราะการบรรยายที่มากเกินจำเป็นนั่นเอง

แต่บทสรุปจบนั้นให้ผู้อ่านตีความได้ไกลเหมือนกัน

เรื่องที่ 3
‘Dysmennorrhea’
โดยคุณ คคนางค์

เรื่องหญิงที่ปวดท้องอย่างหนักจนเพื่อนให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลและก่อให้เกิดเรื่องชวนจิ้นตามสูตร

เรื่องนี้ไม่มีอะไรผกผันมากกว่าที่คิดไว้ แต่ในใจผมกลับไม่ชอบการกระทำของตัวเอกชาย คือเรื่องอาจตั้งใจให้เราคิดแบบนี่แหละ คือคิดในแบบอุดมคติของเพศสภาพที่รุกรานฝ่ายอ่อนด้อยด้วยกำลัง พลางสร้างสถานะการแบบตกกะไดพลอยโจน ซึ่งในโลกแห่งเป็นจริงแล้ว นี่คืออาจญากรรมชัด ๆ และบทสรุปจบอาจไม่ตรงมากนักแต่ก็ยังมีวลีติดค้างกับคำที่ กสทช อนุมัติว่าพูดออกอากาศได้หากไม่บ่อย
ซึ่งเธอคำที่เธอตระโกนออกมาในจุดจบของเรื่องคือคำว่า “เหี้ยตู่” เอ้ย “เหี้ยเป้”

เรื่องที่ 4
‘คำเตือน’
ของคุณ ฝนมกรา

เรื่องสั้นของหนุ่มนักผจญสถานบันเทิงที่จับหญิงสาวพราวเสนห์ได้และจัดการพาเธอสู่สวรรค์ผ่านการเล่าด้วยน้ำเสียงปนฮาเบาสมองล่องลอยไปกับคำเตือนของบาเทนเดอร์ที่ติดค้างตลอดเส้นทางสู่สวรรค์

เรื่องสั้นนี้ผมขอเรียกว่าโฆษณาคั่นเวลา ด้วยขนาดที่สั้น อ่านสักห้านาทีก็จบ กับมุกคลาสสิคในตำนานที่เล่าขานกี่รอบก็สร้างการอมยิ้มได้ แต่ก็กลายเป็นพล็อตดาดดื่นที่ไม่ปลุกปล้ำกับทรงจำ หรือติดค้างอะไรมากมาย

เรียกได้ว่าอ่านแบบขำ ๆ ละกันครับ


เรื่องที่ 5
‘สังฆาทีเสส’
โดยคุณ ชุติเดช

เรื่องของหญิงที่ออกมาด่ากราดชายหนุ่มคนรักอย่างยากที่จะหยุดยั้ง ฝีปากแบบนี้น่ากลัวยิ่งนักหากใครได้ไปทำภรรยาน่าจะเป็นความซวยชนิดชาติที่แล้วทำบาปด้วยการฆ่าศาสดาของลัทธิเอเลี่ยนเลยทีเดียว

เรื่องเล่าจากปากฝ่ายหญิงที่ถูกสัมภาษณ์โดยชายคนหนึ่ง เธอเล่า พร้อมด่า พร้อมเศร้าอย่างเมามันสลับกับการจิกกัดจากชายผู้สอบถามเธอ ก่อนจบลงตรงที่ชายคนรักของหล่อนเป็นอะไรมากกว่าที่คนธรรมดาเป็น

เรื่องนี้เป็นบทสนทนาอย่างเดียวด้วยถ้อยคำเร่าร้อนจนน่ากลัวว่าคนเขียนจะเร่าร้อนแบบนี้ไหม และด้วยเป็นบทพูดอย่างเดียวเรื่องเลยขาดน้ำหนักของฉาก ขาดที่มาที่ไปทำให้ผู้อ่านคล้ายคนนั่งกินก๋วยเตี๋ยวแล้วหูผึ่งนั่งเสือกเรื่องชาวบ้าน ไม่อินมากเท่าที่ควร แม้จะดูเหมือนตีแผ่ปัญหาบางอย่างในสังคม แต่ด้วยเรื่องขาดน้ำหนักเราจึงเลือกที่จะไว้หูดีกว่าเชื่อคำเล่าของนางเอกนั่นเอง

3
โดยรวมของเล่มนี้ก็ดีตามมาตรฐานสำนักพิมพ์ แต่ด้วยเรื่องที่กระจัดกระจายของต่างนักเขียน ทำให้ความต่อเนื่องของอารมณ์ระหว่างเรื่องไม่กลมกล่อมมากนัก อีกทั้งสองเรื่องท้ายขาดน้ำหนักเลยทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสืออ่านเล่นที่ไม่ได้สร้างระลอกคลื่นอะไรได้มากนัก ซึ่งหาก บก ต้องการให้เป็นหนังสืออ่านสบาย ๆ ก็ถือว่าผ่าน แต่หากจะตั้งคำถามกับสังคมจากปัญหาที่สอดแทรกในเรื่อง ส่วนตัวคิดว่ายังสามารถใส่ประเด็นและเล่นกับอารมณ์ได้มากกว่านี้

4
ยังไงก็รออ่านอีกเล่มของ สนพ ที่กำลังพรีออเดอร์กับชื่อแสนยาวและนักเขียนสายโหดในเล่มที่ชื่อว่า

‘ขอศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษตามกฏหมา’

คิดว่าคงมันน่าดู ว่าแต่เขาขายหมดยังเนี่ย อยากได้

แอดลิง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s