ณ ดินแดนที่ไม่มีใครใส่รองเท้า

1
เคยได้ยินเรื่องชายสองคนที่ไปทวีปแอฟริกาไหม?

ผมจำได้ดีเพราะเป็นหนึ่งในเรื่องบันดาลใจที่ผมชอบ

เรื่องมีอยู่ว่าชายสองคนจากบริษัทขายรองเท้าไปสำรวจตลาด ฉากคือทวีปแอฟริกาเมื่อหลายสิบปีก่อน ชายคนแรกกลับมาที่บริษัทตัวเองพร้อมหน้าตาเบื่อหน่าย แล้วรายงานเจ้านายว่า

–เราไม่ควรเปิดสาขาเพราะคนแถวนั้นไม่มีใครใส่รองเท้า

ต่างจากอีกคนที่รีบโทรกลับไปรายงานทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ที่นั่น พร้อมเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า

–เราต้องรีบมาเปิดสาขา เพราะคนแถวนี้ยังไม่มีใครมีรองเท้า

2
วันนี้ผมมาขายของที่ตลาดบ้านเสียว (ฟังชื่อก็น่ามาหาบ้านไว้สักหลัง) ได้ข่าวจากพี่ที่ถนนคนเดินโพนทองเมื่อวานว่าวันนี้จะมีการเปิดตลาดใหม่ ผมก็สองจิตสองใจ แต่อาเฮียลิ้มเพื่อนต่างวัยหัวใจพ่อค้าบอกผมว่า

โอกาสแบบนี้หายาก

ผมยิ้มแห้ง เป็นคำตอบ

3
ตอนเช้ายอดขายสุทธิของร้านฒคือสี่ร้อยบาท หากเราไม่ทำอะไรวันนี้คงขาดทุนและเสียเวลาไปอย่างเปล่าดาย

ผมรับปากเฮียที่ชวนมาประเดิมตลาดใหม่ทันที

แดดร้อนจี่หน้าผากผมให้กลายเป็นสีน้ำผึ้งผสมกาแฟ ฝุ่นจากตลาดปลิวว่อนสร้างภาพโรแมนติกราวนิยายยุโรปยุคเรเนซองต์ เคล้าเพลงปานามา ต๊ะตุงตวง สลับปูหนีบอิปิ

เรามาถึงตลาดกันตั้งแต่เที่ยง ไม่รู้ว่าจะเป็นไง จัดล็อกแบบไหน มันยังใหม่ ทำให้เราต้องรีบ

เราได้ล็อกตอนบ่ายกว่า จากนั้นก็นั่งเล่นนอนเล่นจนเกือบสี่โมงเย็น ด่อมมองร้านอื่นก็พบว่าไม่ค่อยมีความมั่นใจในการจัดของเลยสักร้าน เท่าที่มองด้วยสายตามีร้านค้าของใช้ประมาณ สิบร้านค้า ของกินยิบ ๆ ย่อย ๆ ไม่น่าเกิน ยี่สิบ ซึ่งน้อยมาก

4
“มาเลี้ยวก็ต้องลง” เฮียพูดไทยสำเนียจีนก่อนจัดการลงราวผ้าจัดร้านเต็มสูบ เพราะเนื้อที่เยอะต้องขยายให้ดูสวยงาม

ผมเริ่มกางเต็นท์ค่อย ๆ เกี่ยวเหล็กตัวเอส ขึ้นตะแกรง วันนี้เอาราวมาสี่อัน เหล็กสับเอาไว้เกี่ยวจะแกรงอีกเยอะพอควร

ก้ม หยิบ ยก เกี่ยว เเขวน อยู่สักพักใหญ่ก็เสร็จสิ้น

ราวพร้อม ผ้าเรียงสวย ร้านเสร็จสิ้น มีครบทุกอย่างยกเว้นลูกค้า

“นี่ได้เปิกบิงเลี้ยวร้อยนึง” เฮียเดินมาแจ้งข่าว

ผมยิ้ม จากนั้นก็ว่างกัน ว่างขนาดเอาไอโฟนหกพลัสของเฮียที่ไม่มีแอปเปิ้ลไอดี ไม่ได้อัปเดต ios ไม่มีอีเมล ผมนั่งจัดการจนสามารถใช้ได้ พร้อมเซ็ตสแกนนิ้วให้แกด้วย ในใจก็คิดว่า วันนี้เสียเปล่า แถวนี้ไม่มีคนซื้อของ ๆ เราหรอก

5
เกือบห้าโมงเย็น ลูกค้าเข้าร้าน ผมเดินไปต้อนรับแบบแกน ๆ ไม่ได้หวังยอดขาย ราคาที่ตั้งเผื่อต่อถูกลดลงมาอยู่ระดับต่ำสุดเพื่อไม่ให้ดูแพง ฝั่งตรงข้ามขายสินค้าระดับไม่เกินร้อย

ผมไม่มีกะใจขายของ เฮียขายได้สี่ร้อย แต่ผมยังไม่ได้

ห้าโมงกว่าลูกค้ามาสองคน คนนึงเอากางเกงแบบไม่ต่อสักบาท อีกคนรับชุดนอนสี่ชุดแบบงง ๆ ผมก็งง เอาว่ะ ได้เวลาขาย จากนั้นยอดขายก็เข้ามา มากเกินคาด และสนุกกับการขายจนลืมความเหนื่อย ร้อน และอารมณ์ท้อเมื่อก่อนหน้านี้

6
เราช่วยกันเก็บของขึ้นรถหลังความมืดเข้ากลืนกิน

ฝุ่นยังพัดทำให้อากาศรอบกายมีค่าไม่ปลอดภัยคล้ายอยู่กรุงเทพฯ

ดาวสว่างสุกใสแม้นาฬิกาที่ไม่ได้ยืมเพื่อนมาบอกเวลาว่าทุ่มกว่า

เรื่องเล่ากาฬทวีปจบลงตรงน้ำเสียงตื่นเต้นของชายคนที่สอง ตอนนั้นมันคล้ายเปิดสมองผม ทำให้รู้ว่าทุกอย่างมีสองมุม ในความไร้ประสบการณ์ชีวิต เรื่องนี้ทำให้เราคิดให้เยอะกว่าที่เป็น และทำในเรื่องใหม่ ๆ มากกว่าที่เห็น

7

“ได้แค่แปดร้อย”
เฮียบ่นระหว่างทางกลับ ส่วนผมได้ตามเป้ารวมรายวันที่ต้องการ แม้ตอนเช้าจะได้แค่สี่ร้อย เฮียหัวเราะและดีใจด้วยกับยอดขายของผม เราเเวะปั๊มล้างหน้า พร้อมคำถามของเฮียที่ว่า “พรุ่งนี้เราปายหน่ายดี”

ในเรื่องเล่า ไม่ได้บอกถึงผลลัพท์ ว่าคนไหนที่ประสบความสำเร็จในการขายรองเท้า อาจเป็นชายที่ตื่นเต้นสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม หรือกลับกลายเป็นชายขี้เกียจและไม่เชื่อในสิ่งตัวเองเห็นก็ได้ ไม่มีใครรู้

แต่เหตุการณ์วันนี้บอกผมว่า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ทุกคนนั้นต่างต้องไปข้างหน้า ไม่หยุดนิ่ง เพื่อค้นหาทางเดินใหม่ ไขว่คว้าหาเส้นทางชีวิต

ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ อยากหรือไม่อยากไปก็ตาม แต่เมื่อลมหายใจยังทำหน้าที่ของมันอยู่ ทุกคนคงต้องเสี่ยงที่จะเดินออกไป เอาหัวใจไปเป็นพลัง เอาความหวังเป็นตัวขับเคลื่อน

ไม่รู้หรอกว่าพรุ่งเราจะเป็นชายคนไหน
ไม่รู้หรอกว่าพรุ่งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่
แต่หน้าที่เราคือ หอบเอารองเท้าที่เรามี แล้วไปเยือน

–ณ ดินแดนที่ไม่มีใครใส่รองเท้า–
#ขายวนไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s