ลูกชิ้นปลาระเบิด

“ลูกชิ้นปลาระเบิดจ้า ทอดใหม่ ๆ กรอบนอกนุ่มใน 20 บาทจ้า” 

เสียงแม่ค้าวัยรุ่นอายุไม่น่าเกิน 20 ยืนเคียงเด็กหนุ่มวัยใกล้เคียงกัน ร้องเรียกลูกค้าที่ผ่านไปมาในยามเช้า เธอพึ่งมาใหม่ หรืออาจเก่าแต่กลับมาใหม่ ไม่แน่ใจเพราะพึ่งเคยเห็นเธอ 

ผมเลิกสนใจทั้งคู่ก่อนหันหน้ามาจัดราว แขวนเสื้อผ้า ชุดนอนเด็กและผู้ใหญ่ไว้ แล้วปล่อยให้แฟนจัดเข้าที่อีกที เมื่อเสร็จก็หอบหนังสือเล่มใหญ่เดินไปกินกาแฟร้อนเจ้าประจำ พลางคิดว่า 

เช้า ๆ แบบนี้ใครอยากกินลูกชิ้นปลาระเบิดบ้าง

การค้าขายเป็นวิธีหาเงินที่ง่ายเร็วที่สุด ซื้อมาขายไป กระนั้น ความยากของมันอยู่ที่การเลือกสรรสินค้ามาขาย ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายเลือกคุณภาพ มีความแตกต่าง ในราคาสมเหตุสมผล เพื่อให้สามารถขายสินค้าได้ สร้างผลกำไรและต่อชีวิตให้ได้เคลื่อนไป 

ย้อนกลับไปตอนผมเรียนปี 2 ที่รามฯ จำได้ดีว่าตอนนั้นลาออกจากการทำงานพาร์ทไทม์ที่ KFC ใหม่ ๆ เพราะคิดว่าหากทำงานไปเรียนไปคงไม่จบแน่ ๆ แต่ด้วยที่เราพอจะหาเงินค่าห้องค่าเทอมได้เองบ้าง จึงรู้สึกกระดากใจ หากต้องกลับมาขอเงินพ่อแม่เต็มจำนวนอีกครั้งในการดำรงค์ชีพเพื่อร่ำเรียนในเมืองกรุงฯ

หลังจากปรึกษากับพี่ชายจึงตัดสินใจขาย “หมูปิ้ง” โดยสาเหตุหลักมากจาก ง่าย (เพราะพี่ตี๋บอกว่าเขามีแบบเสียบไม่ไว้แล้ว เราแค่เอามาปิ้ง) กรอปกับภายซอยที่เราอยู่ (หลังราม) ไม่มีใครขายเลย จะมีก็เป็นหน้าซอยซึ่งไกล และคู่แข่งก็ไม่มีเพราะจะมีตาเจ้ยขายส้มตำไก่ย่างตอนสายถึงบ่ายเท่านั้น

หลังจากตัดสินใจขาย อติพงษ์ก็เดินดุ่มเข้าตลาดบางกะปิแบบไม่รู้เรื่องอะไร ไล่สอบถามหาวัตถุที่จะมาขายจึงทราบว่า หมูหมักที่เขาเสียบไม้ไว้นั้น ‘ไม่มี’ อ้าว ร่ม เตา หม้อนึ่งเราก็ซื้อแล้วทำไงดีล่ะ ต้องเดินต่อด้วยการซื้อหมูสดมาหมัก บอกแม่ค้าหั่นแบบหมูปิ้ง (เราตื่นตาตื่นใจกับเครื่องหั่นหมูมาก ๆ ที่สามารถสั่งได้ว่าจะเอาชิ้นขนาดเท่าไหร่ก็ทำได้) จากนั้นนำกลับมาห้องที่ไร้ตู้เย็น ถามสูตรหมักหมูจากเพื่อนที่ต้องโทรไปถามแม่อีกครั้ง ได้สูตรมาว่าให้ใส่ซีอิ้วสองช้อน พริกไทยเม็ด 1 ซอง รากผักชีและอื่น ๆ ซึ่งเราก็ทะแม่ง ๆ ว่า หมู 2 โลซีอิ้วแค่นี้จะได้รสชาติเหรอ และแน่นอน หมูวันเเรกของผม จืดชิบหาย (ซึ่งวันต่อมาเพื่อนบอกว่าเป็นสูตรสำหรับหมูขีดเดียว ผมแก้ปัญหาด้วยการราดซีอิ้วอีกครั้งตอนที่ใส่ถึงให้ลูกค้าแล้ว)

วันแรกที่ผมขายเป็นตอนเย็น ยอดขาย 300 กว่าบาท ต้นทุนประมาณ 200 กำไรร้อยนิด ๆ ก็ถือว่าไปได้สวย เพราะยังเหลือหมูหมัก ไม้เสียบ และอุปกรณ์อื่น ๆ อีก วันต่อมาก็ซื้อแค่หมูโลเดียวก็พอที่จะขายได้แล้ว 

ปัญหาต่อมาก็คือ ผมไม่มีตู้เย็น เลยไปซื้อน้ำแข็งมาอัดใส่กระติกพร้อมกับหมูหมักที่เหลือ ซึ่งในวันที่สองปรากฏว่าหมูมีกลิ่น เพราะอุณภูมิไม่ได้ และเครื่องเทศในการหมักก็ไม่ถึง ผมขายไปสองสามชุด ก็ตัดสินใจไม่ขายหมูเก่าที่เหลือ ขายหมูใหม่ไปเลย และจากนั้นก็ไม่เก็บข้ามวัน ขายสันต่อวันเท่านั้น 

ยอดขายของผมวันที่สองก็ 300 กว่าบาท โดยกำไร 200 ผมยิ้มดีใจ เพราะตอนเป็นพาร์ไทม์ได้เงินวันละร้อยกว่าบาทเท่านั้น และคิดว่าอยากจะขายตอนเช้าด้วย หากขายเช้าเย็น ได้วันละ 500 กำไรครึ่งนึง น่าจะไม่ต้องขอเงินพ่อเเม่เลย 

เมื่อคิดได้ตามนั้นก็ตัดสินใจตื่นเช้าขายด้วย วันที่สามขายได้ 400 รวมเช้าเย็น ผมก็เข้าข้างตัวเองว่า ลูกค้ายังไม่รู้ เดี๋ยวรู้แล้วน่าจะดีขึ้น พอวันต่อ ๆ มา ก็ขายได้ระดับ 300 – 400 รวมเช้าเย็น แต่เราต้องไปตลาดสองรอบ หักลบกลบกันไป เหลือกำไรไม่ถึงร้อยบ้างก็มี 

เราก็ งง ว่าทำไมขายไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีคู่แข่ง ซอยก็ใหญ่ คนผ่านไปมาเยอะแยะ จนกระทั่งในวันที่ 10 ของการขาย มีผู้หญิงคนหนึ่งปั่นจักรยานมา เธออยู่ในซอยนิแหละเป็น (ลูกสะใภ้เจ้าของซอยประมาณนี้) แวะเวียนทักทายกันบ้างบางครั้ง เธอจอดแล้วถามว่า ขายดีไหม ผมยิ้มแล้วตอบกลับว่า ก็พอได้ครับ ดีกว่าไม่มีอะไรทำ เธอยิ้มแล้วมองมาที่หมูปิ้งของผมที่ตอนนี้สีสันและรสชาติน่าจะลงตัวน่ากินเลยทีเดียว ก่อนเธอพูดสาเหตุที่ทำให้เราขายไม่ได้ออกมาว่า “เห็นขายหลายวันแล้วน่ากินดี ถ้าไม่ติดว่าเป็นอิสลาม คงมาอุดหนุนทุกวัน” 

โป๊ะเช๊ะ! เมื่อได้ยินดังนั้นภาพของคนขับสองแถว เจ้าของซอย นักศึกษาสาวสวมฮิญาบก็ผุดขึ้นมาและตรัสรู้ทันทีว่า นี่เราขายหมูในถิ่นอิสลามเหรอเนี่ย 

จากนั้นไม่กี่วัน ผมก็เลิกขายหมูปิ้ง ด้วยสาเหตุว่าควรให้เกียรติเจ้าของสถานที่ อีกทั้งกำไรก็ไม่มากมายไม่คุ้มเหนื่อย และเปลี่ยนมาเป็นตั้งโต๊ะโทรศัพท์ นาทีละ 3 บาทแบบคนอื่น ๆ ทำ และตรงกับกลุ่มลูกค้าที่เรามีด้วยนั่นเอง

นั่นเป็นหนึ่งในประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการค้าขายที่ผมมี เสื่อกลับไปมองเด็กสาวผู้ขายลูกชิ้นปลาระเบิด ก็คิดว่า นี่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เธอจะได้เรียนรู้ ว่าสินค้าที่ดีนั้นใช่ว่าจะขายได้ ต้องมองมาที่กลุ่มเป้าหมายด้วยว่า เขาต้องการอะไร 

ผมไม่กล้าฟันธงนะครับว่าผมคิดถูกเรื่องขายอะไร ไม่ขายอะไร สินค้าของเธออาจขายได้ดีก็ได้เพียงแต่ผมไม่เห็นตอนช่วงพีค ตัดสินเอาเองว่ามันขายยากในเวลาหกโมงเช้า หรือบางทีเธออาจต้องการแค่เวลาในการสร้างการรับรู้ให้ลูกค้าผู้ชื่นชอบลูกชิ้นปลาระเบิดเท่านั้นเอง

ในโลกของการค้าขายหรือการใช้ชีวิตนั้น มีอีกหลายเรื่องที่เป็นรายละเอียดของมัน เราไม่สามารถคาดเดาเอาด้วยความคิดต่้นเขิน ต้องลงมือทำเสียก่อนจึงจะรู้ว่า อะไรทำอย่างไร ดีหรือไม่ดีตัดสินไม่ได้หากไม่ได้เรียนรู้มัน 

แต่ไม่ว่าแม่ค้าลูกชิ้นปลาจะขายดีหรือไม่ ผมก็เชื่อว่า นี่เป็นบทเรียนที่ดีทีเดียว เพราะหากเธอขายไม่ได้ อย่างน้อยเธอก็ได้ลงมือทำ ได้ประสบการณ์ รวมถึง สอนให้เธอคิดให้ละเอียดในการลงทุนครั้งต่อไป แต่หากเธอขายดี ก็เป็นบทเรียนที่หอมหวาน ให้เธอเดินต่อไปในโลกบูดเบี้ยวใบนี้อย่างมั่นคงด้วยเช่นกัน…

เอาใจช่วยทุก ๆ คน รวมถึงตัวผมเอง ^^

7.10.17

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s