คำพิพากษา — ศีลธรรม หน้าที่ กับความดีที่เปลี่ยนไป

1

คนเราเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความเชื่อของตัวเองได้อย่างไรกัน?”
คำถามที่ผมรู้สึกเมื่ออ่าน “คำพิพากษา” หนังสือซีไรต์ในตำนานของ ชาติ กอบจิตติ เสร็จสิ้น

สิ่งที่หนังสือเล่มนี้บอกเป็นข้อความที่แสนง่ายดาย และทรงพลัง
“ประสบการณ์จะบอกว่าคุณควรคิดอย่างไร”

 

2

ในชีวิตแต่ละคนนั้นการมีความเชื่อนั้น ขึ้นอยู่กับปูมหลัง การเลี้ยงดู ผู้คนรอบกาย สิ่งแวดล้อม รวมถึงต้นทุนทางความคิดอื่น ๆ มากมาย เหล่านี้ถูกบ่มเพาะและปลูกลงในความคิด จิตใจ และค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาโดยจะแสดงออกทางพฤติกรรม ความเชื่อ

เช่นเดียวกับ “ฟัก” ที่มีชีวิตแบบชายหนุ่มธรรมดาทั่วไป (พาลคิดไปถึงบทเพลงของชายที่ชื่อ บัวลอย ยังไงไม่รู้) มีงานทำ มีคนที่ให้คิดถึง ดูแล มีสังคม ความเชื่อ มีพ่อที่ดูแลเขา

แต่ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไป ราวกับทะเลซัดคลื่นความชัง ประดังถาโถมเข้าหาเขาตลอดเวลา จนทำให้เขาเปลี่ยนความเชื่อ เมื่อพ่อ ผู้เป็นญาติคนเดียวที่เหลือ จากไป ทิ้งมรดก “เมีย” ไม่สมประกอบที่ชื่อ “สมทรง” ให้เขาดูแล

เมื่อพ่อจากไป คลื่นระลอกแรกก็ทดสอบความมั่นคงของจิตใจ ทั้งความสวยสาวของเมียเลี้ยงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่สร้างความหวั่นใจอยู่ไม่น้อย ต่อมาด้วยเสียงติฉินนินทา เรื่องไม่เหมาะไม่ควร เป็น “คำพิพากษา” จากสิ่งที่เห็นของคนอื่น ใช่เป็นการตัดสินจากการกระทำของเขาเอง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของบทลงท้ายที่น่าหดหู่เหลือเกิน

 

3

ฟักคิดว่าตัวเขา เองนั้นไม่มีอะไรจะต้องสูญเสียอีกแล้ว หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ในตลอดเวลาที่ผ่านมา เขามีแต่ความสิ้นหวัง ดังนั้นสิ่งที่ตัดสินใจจะทำลงไปนั้น ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เขาก็ไม่มีทางที่จะตกต่ำลงกว่านี้ได้อีก เขาได้ลงมาถึงขีดสุด ลงมาถึงตำแหน่งปลายแถวสุดท้ายแล้ว ถ้าแม้นว่าจะต้องตกเป็นฝ่ายเสียหายต่อการกระทำที่ตัดสินใจครั้งนี้ เขาก็ยังยืนอยู่ปลายแถวอยู่ดี แต่ถ้าผลออกมาว่า…
“ฟักได้ถูกพิพากษา ไปแล้วจากขี้ปากและการกระทำของผู้คนเหล่านั้น”

 

คำพิพากษา ของน้าชาติ สร้างความสะเทือนด้วยพล็อตเรื่องที่ตั้งคำถามถึงพลังแห่งความเกลียดชัง พลังแห่งการนับหน้าถือตา การแบ่งชนชั้นด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ความน่าเชื่อถือ และเล่นกับเปลือกได้อย่างไม่มีวันตกยุค

ลีลาการเขียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ใช้หลักอธิบายให้ฟังโดยไม่ต้องบอก ไม่ตัดสินเฉพาะเจาะลงไปว่าแต่ละตัวดีเลวอย่างไร ให้พฤติกรรม การแสดงออก บอกถึงการเติบโตของตัวละคร ที่มีทั้งด้านดี และด้านร้าย ความรักความพูกพันต่าง ๆ ค่อย ๆ เข้ารัด มัดผู้อ่านให้คิดคล้อยห้อยตามไปอย่างลื่นไหลจนรู้สึกเศร้าสร้อย ห่วงหา หลงรัก หดหู่ และสิ้นหวังไปพร้อม ๆ กับตัวละคร

 

4

ศีลธรรมกับหน้าที่ อันไหนที่เราต้องยึดถือมากกว่ากัน 

ในบทที่ฟักต้องจัดการหมาที่เป็นบ้า (?) โดยการเอาไม้ทุบให้ตายนั้น เป็นอีกบทที่ทดสอบความโลกสวยของผม เป็นการราดสีเทาให้อาบไปทั้งร่าง ความดีความเลวที่เคยคิด ตั้งมั่น มาตลอดถูกสั่นคลอน

-ถ้าหมาไม่บ้าละ มันก็ตายฟรี
-ถ้าหมาบ้าแล้วปล่อยไว้ละ ก็เป็นภัย

มีวิธีอื่นจัดการอีกไหม และใครต้องเป็นคนจัดการ คำสั่งจากเบื้องบน ผู้ที่คอยสนับสนุนเรานั้น ความจริงคือผู้ที่เอาบุญคุณเข้าบีบบังคับเราหรือไม่ จนเมื่อกระทั่งหน้าสุดท้ายจน คำถามเชิงศีลธรรมเหล่านี้ ก็เปลี่ยนมุมมองที่ผมมีต่อโลกใบไปอีกครั้ง

 

5

 

ในโลกที่เราอยู่ จะมีเหตุการณ์ที่สั่นคลอนความเชื่อเราอยู่เสมอ ความมั่นคงในความคิดจะดำรงค์อยู่ได้ก็ต่อเมื่อถูกพิสูจน์แล้ว ผมเองก็มีความเชื่อ ที่สั่งสมมา แต่สายตาก็เปลี่ยนไป เมื่อความแน่นอนทุกอย่างมันไม่มี และความดีมันเปราะบางและแตกร้าวได้ง่ายเสมอ ๆ ทุกอย่างจะค่อย ๆ เข้ามาเป็นบทเรียน ทดสอบ และพิสูจน์ความคิดเหล่านั้น

 

เฉกเช่น ฟักที่พิสูจน์แล้วและเชื่อว่า คนเลว สวมชุดสวยงาม ต่างกับชาวบ้าน พิพากษาร่วมกันแล้วว่า คนเลว คือ ไอ้ฟัก 

iMonkey
31.8.17

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s