“หนังสือกำลังจะตาย” เพราะนักอ่านไม่สนใจ หรือคนเขียนเองที่อ่อนไหวและเปราะบาง

 

1

 

หนังสือกำลังจะตาย?

หนังสือกำลังจะหายไป?

ทำไมคนไทยไม่อ่านหนังสือ?

เชื่อว่าไม่มากก็น้อยใครหลายคนคนเคยได้ยินประโยคแบบนี้ เราถามคำถามนี้กับตัวเอง และโยนความตายของกระดาษให้ผู้อ่านรับผิดชอบมานานกว่า 20 ปี

ผมเชื่อในพลังของคำถาม
การมุ่งเน้นหาคำตอบของคำถามที่ดีมีค่า
ถ้าวันนี้เราถามกลับไปว่า “ทำไมหนังสือหรือกระดาษต้องตาย?”  และคำตอบที่ผมได้…

 

 

20617206_815946991901159_8742338048213260526_o.jpg

2

     ผมอ่านหนังสือ “จดหมายถึงเพื่อน” ของกนกพงศ์

อ่านแล้วอยากเขียนจดหมายรึ? ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่อ่านแล้วเจอการพูดคุย ความคิดเห็นจริง ๆ ที่ไร้ความเป็นกลาง ชอบ ไม่ชอบถูกบรรยายถ่ายทอดออกมาอย่างดิบด้าน เขียนออกมาให้ผู้คุ้นเคยได้รับรู้ รับทราบ พร้อมคำลงท้ายว่า “รัก” สั้น ง่าย จริงใจ

จนมาถึงประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ กนกพงศ์บอกว่า บ่อยครั้งที่มีการเสวนาเกี่ยวกับวรรณกรรมไทยกำลังจะหายไป การจัดงานเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไร ไม่ได้ปลุกจิตสำนึกในการอ่าน เป็นเพียงการเรียกระดมกันไปพูดคุย แลกเปลี่ยนของกลุ่มคนเดิม หน้าเดิม เวียนกันพูดเวียนกันคุยเรื่องเดิม รับเสียงปรบมือเสียงเดิม แล้วกลับไปสู่จุดเดิม เราเสวนาในอ่างกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว ก็เหมือนเดิม ไม่มีใครสนใจงานประเภทนี้ วรรณกรรมเพื่อชีวิตกำลังจะตาย กนกพงศ์พูดซ้ำ ยอดพิมพ์จำหน่าย 3-400 เล่ม พอให้คนเขียนได้หายใจ แต่ระยะเวลาในการผลิตงานนั้นแสนนาน แค่ครั้นจะให้ไปเขียนงานที่ขายได้ แบบวินทร์ แบบปราบดา ก็ทำใจไม่ได้ เขียนไม่เป็น คงต้องยอมรับ ก้มหน้าก้มตาเขียนงานต่อไป…

“วรรณกรรมคืออะไร”
เนื้อความจดหมายที่ วินทร์ เขียนถึง ปราบดา หลังจากอ่านหนังสือเล่มเดียวกับผม
ซึ่งน่าจะเป็นการเขียนชี้แจงถึงประเด็น “เขียนแบบวินทร์ แบบปราบดา

วินทร์เล่าคล้ายอึดอัดว่า “วรรณกรรมในความหมายของคนไทยคือ งานเขียนที่ลุ่มลึก หนักอึ้ง อ่านยาก ต่างจากคำว่า Literature ของฝรั่งที่เขานับเหมารวมงานเขียนเกือบทุกประเภท ซึ่งถ้าเปรียบคำว่าวรรณกรรมของไทย น่าจะเป็นแขนงหนึ่งของฝรั่งท่เรียกว่า Literary Merit ซึ่งแม้แต่ในต่างประเทศก็เป็นวรรณกรรมที่ขายยาก แต่วรรณกรรมเหล่านี้ตายไปจริงหรือ ความจริงคือไม่ เพราะถ้ามันตายเราก็เลิกถกกัน และไปเล่นประเด็นอื่น บ้านเราไม่มีนักเขียนที่ยอมตายเพื่อให้ได้เขียนมากนัก เขา (กนกพงศ์) ยังบอกอีกว่างานเขียนที่ลุ่มลึก สะท้อนความต่างชั้น ปัญหาสังคม สะท้อนอารมณ์นั้นไม่มีวันตาย (แต่กลับโอดครวญว่ามันกำลังจะตาย?–ผู้เขียน) ไม่ใช่เพราะมันพูดเรื่องดาษดื่นของสังคม แต่มันเป็นคุณค่าของวรรณกรรม

 

 

เป็นประเด็นที่น่าถกหากเขายังอยู่ ในมุมมองของกนกพงศ์ที่ว่าไว้ว่า ต่อไปในอนาคตจะมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า นักเขียน เช่นคุณและผม (วินทร์และปราบดา) มากขึ้น เรื่องความลุ่มลึกของเนื้อหาจะลดลงเพราะการตลาดจะุขดหลุมและฝังกลบ สำหรับผมเเล้วเรื่องแบบนี้ไม่ได้อยู่ในความสนใจ ผมมองว่าการยึดอาชีพนักเขียนก็เป็นเรื่องหนึ่ง การเสนอแนวคิดก็เป็นเรื่องหนึ่ง คล้ายพ่อครัวที่สรรหารสชาติมานำเสนอ แต่การขายให้ได้เป็นอีกเรื่อง สวมหมวกทีละใบ เมื่อเป็นนักเขียนมีหน้าที่เขียนให้จบ เมื่อเขียนจบต้องขายก็เป็นอีกเรื่อง เราต้องขายให้ได้ ถ้าขายไม่ได้ นักเขียนในยุคนี้ก็ทำงานชิ้นต่อไปไม่ได้ ผมก็สะทกสะท้อนใจเมื่อนึกถึงการพิมพ์วรรณกรรมสะท้อนสังคมในปัจจุบันแต่ละครั้งไม่ถึงหมื่นเล่ม

มันเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ใช่ว่ารับไม่ได้…”

 

3

“จดหมายถึงเพื่อน” ยังมีเรื่องราวมากมายที่ถูกกล่าวถึง แต่สิ่งที่ผมเองสังเกตคือการเดินทางของตัวกนกพงศ์เอง การต้องไปร่วมงานต่าง ๆ ไปหาเพื่อนฝูงรวมถึงต้องต้อนรับแขกทั้งกลุ่มนาครและคณะอื่น ๆ ที่มาเยี่ยมเยือน หลายครั้งที่เขาขอโทษที่ไม่ได้อ่านเรื่องสั้นที่เพื่อนส่งมาให้ช่วยดู หลายครั้งที่เขาต้องผลัดเป้าหมายการเขียนเรื่องสั้นหรือแม้กระทั่งนิยายที่อยากเขียนออกไปอย่างไร้จุดหมาย บางเรื่องตกพื้น ซึมหายราวกับสายฝนที่พรมบ้านเขาไม่รู้จบ

เป็นนักเขียนต้องเขียน ให้ผลงานบ่งบอกว่ามันดีหรือไม่ดี ถ้าดีมันก็ขายได้ ไม่ดีก็ขายไม่ได้ แค่นั้นเอง” ปองวุฒินักเขียนที่เรียกได้ว่าเป็นนักเขียนจริง ๆ ในยุคนี้พูด “มึงไม่รู้หรอกว่างานที่มึงคิดจะดีหรือไม่ดี จนกว่ามันจะถูกเขียนออกมา” เขาย้ำกับผม

ตรงนี้ทำให้ผมคิดว่า หากกนกพงศ์เขียนตามแนวทางที่เขาอยากเขียน และใช้เวลากับงานของตัวเองจริงจัง เขาจะมีงานมากมายแค่ไหน และมีชิ้นไหนที่จะกลายเป็นหนังสือที่มีสถาบันหรือผู้คนต่าง ๆ ประกาศว่า ‘ต้องอ่าน’ น่าเสียดายที่ผมทำได้แค่คิด

 

นักเขียนบ้านเราเปราะบาง ต่างจากนักเขียนฝรั่ง

“ทำไม” ผมถาม

ก็ดูสิ นักเขียนฝรั่งเขาก้มหน้าก้มตาเขียนในสิ่งที่เขาคิดเขาเชื่อ แม้จะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ รอบกายเกิดขึ้น เขาใช้งานเขียนเป็นเครื่องมือหากินไปพร้อม ๆ กับต่อสู้ แต่นักเขียนบ้านเราเวลามีอะไรขึ้นมาก็รวมตัว ประกาศก้องถึงจุดยืน อ่อนไหว เสียดสี ประชดประชัน ทำทุกอย่างยกเว้น เขียนงานตัวเอง” ภู่มณีอธิบายความคิดของเขาเมื่อผมถามผ่านโปรแกรมพูดคุยออนไลน์

น่าคิดนะ– ผมคิด

 

4

ทำไมหนังสือต้องตายด้วยในเมื่อมีข้อมูลว่ายอดจำหน่ายหนังสือเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ผมทบทวนประสมกับสิ่งที่นักเขียนหลาย ๆ คนคิดและรู้สึก “มันไม่ตายเพราะถ้ามันตายเราคงเลิกพูดถึงมันแล้ว” ผมคิดว่าประโยคนี้สำคัญ

บทสรุปเรื่องวรรณกรรมบ้านเราที่ซบเซา หรือแม้แต่มีการประกาศว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละ 8 บรรทัด เหล่านี้ผมเชื่อว่ามันไม่มีความจริง เพียงแต่มันถูกปรับเปลี่ยน โยกย้าย และต้องพึ่งปัจจัยมากมายมาสนับสนุนให้ไปต่อ หนังสือทุกวันนี้แจกฟรีกลับหาเงินได้มากกว่าจงใจพิมพ์มาขาย การถูกเผยแพร่มีประโยชน์มากกว่าการถูกยกย่องแล้วนำไปเก็บไว้บนหิ้ง ผู้อ่านเปลี่ยนไป ผู้เขียนก็ต้องเปลี่ยนตาม หน้าที่ของนักเขียนคือเขียนงานของคุณเอง ทำตามแนวทางที่คุณต้องการ และอยากทำ

ผมไม่เชื่อว่าคำว่า ‘วรรณกรรมสร้างสรรค์’ จะดีกว่าวรรณกรรมหรือนิยายธรรมดาอื่น ๆ เพราะทุกชิ้นงานคือ ‘วรรณกรรมสร้างสรรค์’ มันถูกคิดขึ้นมา สร้างขึ้นมาไม่ว่าจะถูกทำมาเพื่อตอบโจทย์หรือตอบสนองอะไร” ปองวุฒิให้สัมภาษณ์ GM

ผมว่าหนังสือก็คือหนังสือ มันไม่ได้ถูกแบ่งว่าเป็นประเถทไหนอย่างไร สำหรับผมมันถูกแบ่งแค่เพียง ‘เขียนดี’ กับ ‘เขียนไม่ดี’ ผมเชื่อว่าเราสามารถเขียนนิยายสยองขวัญที่สะท้อนสังคม มีภาษาสวยงามและลุ่มลึกได้ อยู่ที่ว่าคุณเขียน ถึง ไหม” วินทร์กล่าวย้ำในจดหมายถึงปราบดา

 

กลับมาที่คำถาม “ทำไมหนังสือหรือกระดาษต้องตาย?” สำหรับผมคำตอบนี้ง่ายมาก

“มันจะตายเพราะนักเขียน ไม่เขียนมันออกมาไงละ”

S__113532930_0

 


12.8.17

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s