10 หัวใจของนักเขียนฉบับ “บินหลา”

S__102850582
“หากเราเขียนงานเสร็จหนึ่งงาน แล้วอ่านดูว่างานชิ้นนั้นเป็นไปตามที่เราต้องการหรือไม่ เห็นภาพตามที่เราอยากบอกหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้น มันคือความปิติ อิ่มเอม หึกเหิม นั่นคือความสุขอย่างหนึ่งของนักเขียน” ความหมายของจุดสูงสุดในงานเขียนของ “บินหลา สันการาคีรี” นักเขียนซีไรท์เรื่องสั้นแสนโรแมนติก ที่ได้ให้ไว้ในคลิป
ซึ่งวันนี้พักเรื่องเครียด ๆ หนัก ๆ ขี้เกียจจัดอันดับที่สุดแล้ว เลยถือโอกาสจับเอาเคล็ดไม่ลับฉบับพี่ “ต้อ” มาฝากแฟนเพจนักอ่านที่อยากเป็นนักเขียนบ้าง
เมื่อคุณอยากเป็นนักเขียน คุณต้องมีแนวทางตามที่ “บินหลา” สรุปตามความเข้าใจของตนเองดังนี้
.
.
1 ออกกำลังกาย
 ทำไมต้องออกกำลังกาย เพราะการเขียนหนังสือต้องมาจากสมองที่ดี และสมองที่ดีมาจากร่างกายที่ดี คุณไม่สามารถใช้งานหรือรีดเค้นเรื่องราวที่ดีได้จากสมองและร่างการที่อ่อนแอ เหนื่อยล้า คุณจะใช้งานร่างกายและสมองซ้ำ ๆ โดยที่ไม่เพิ่มพลังให้ตัวเองไม่ได้หรอก ดังนั้นไปออกกำลังกายซะ
 .
 .
.
2 มีพจนานุกรม
.
คุณซื้อหลาย ๆ อย่างได้ง่ายแต่คุณไม่ซื้อพจนานุกรม นักเขียนต้องใช้คำในการสร้างสรรค์งานหากคุณมีคลังคำศัพท์เยอะ คุณก็จะมีอาวุธในการออกไปต่อสู้กับกระดาษเปล่า เรียนรู้ที่จะหาคำ ร้อยเรียง เข้าใจความหมายของแต่ละคำ และจากนั้นก็สร้างผลงานที่หลายหลายและสามารถสื่ออารมณ์ได้ตามที่คุณต้องการ
 .
 .
.
.
3 เข้าเรียน 3 วิชา
.
นักเขียนต้องเรียนตลอดชีวิต แต่มี  3 วิชาที่คุณต้องเรียน ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สองอย่างนี้เกี่ยวเนื่องกันเพราะการเรียนรู้ประวิศาสตร์ก็เท่ากับเรียนรู้คน รู้เหตุผล ความเกี่ยวเนื่อง ประกอบกับภูมิศาสตร์ก็ได้เรียนรู้แหล่งที่มา ภูมิปัญญาและความคิด สรา้งตรรกะ ที่มาที่ไปให้เรื่องเราที่เราเขียน อย่างที่  3 คือภาษา หากคุณรู้หลายภาษาคุณจะสามารถเข้าไปในอีกดินแดนได้ รู้เรื่องต่าง ๆ ได้เองโดยไม่ต้องให้ใครมาบอก ได้ทำความเข้าใจ และสร้างความหลากหลายให้อยู่ในกระเป๋า
 .
.
.
 .
.
 4 อ่าน
.
นักเขียนทุกคนต้องอ่าน แต่นักอ่านทุกคนใช่ว่าจะเป็นนักเขียน ตรงนี้เกี่ยวเนื่องกันอยู่ที่ว่านักเขียนอ่านไม่เหมือนนักอ่าน โดยพี่ต้อเองแนะนำว่าควรอ่านอย่างน้อย  3 ครั้ง
.
ครั้งแรกอ่านแบบนักอ่าน ชอบไม่ชอบก็ว่าไป
.
รอบที่ 2 อ่านแบบนักวิจารณ์ คืออ่านแล้วรู้ว่าชอบ ไม่ชอบอะไรและทำไม ถ้าจะให้ดีควรปรับปรุงตรงไหน ปรับตรงไหน เรียนรู้ตรงนี้ให้ได้ อ่านให้แตก
.
อ่านรอบที่ 3 คือสะกดรอย อ่านเพื่อแกะโครงสร้าง หากลเม็ลและใจความสำคัญของเรื่อง ทำไมต้องวางไว้ตรงนี้ ทำไมเรื่องตรงนี้ถึงหลอกเราได้ นำพาเราไปได้ หรือสร้างความสุข ความเศร้ากับเราได้ เป็นต้น
.
 .
 .
.
 5 ตระหนักว่าคุณเป็นส่วนหนึงของโลก และโลกเป็นส่วนหนึ่งของคุณ
.
เพื่อจะได้รู้ตัวว่าคุณมีอำนาจที่จะกำหนดอะไรในงานเขียน คุณจำเป็นต้องซึบซับความเป็นไปของโลก เข้าใจในตัวมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม
 .
.
.
 .
6 เดินทาง
.
ไปในที่ ๆ คุณไม่เคยไป เพราะการเดินทางสร้างการรับรู้มากกว่าที่คุณเป็น ได้เห็นมากกว่าที่คนอื่นเห็น เดินทางไปในที่ไม่คุ้น ตรงนี้ผมเคยคุยกับคุณภู่มณี ซึ่งคุณภู่แนะนำว่า ควรอ่านหนังสือที่เราไม่คุ้นด้วย เพราะมันก็คือการเดินทางอย่างหนึ่ง ได้ไปในที่ ๆ เราไม่ชอบบ้าง หาเหตุผลว่าทำไมถึงเขียนแบบนี้ ทำความเข้าใจและนั่นจะสร้างทั้งความกว้างและความลึกให้งานเขียนของคุณ
 .
.
.
 .
7 ฝึกฝน
.
เรื่องนี้สำคัญสำหรับทุกอาชีพแหละ ไม่มีคนไหนใช้พรสวรรค์ในการสร้างสรรค์ ทุกอย่างมาจากการแสวงหา ลงมือทำ เรียนรู้ และฝึกฝน นักเขียนต้องเขียนด้วยมือ (พิมพ์ก็ได้) เพื่อให้เข้าสู่สมองแล้วเดินทางเข้าสู่หัวใจ ทำซ้ำจนร่างกาย มือ สมอง หัวใจสัมพันธ์กันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในที่สุด
 .
 .
.
.
8 หาบรรณาธิการ
.
คุณต้องมีคู่หู มีบรรณาธิการที่เข้าใจ กล้าบอก ตักเตือน วิพากษ์ วิจารณ์งานของคุณแบบตรงไปตรงมา เขาคือโค้ช ครูฝึก และคู่ต่อสู้ เขาต้องเป็นคนที่อ่านงานเราคนแรกและบอกเราได้ว่าเรื่องนี้ดีไม่ดีอย่างไรปรับปรุงตรงไหน ถกเถียงกันและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์งานที่ดีด้วยกัน
วินทร์ เลียววารินทร์ เคยพูดเอาไว้ในการพูดคุยกับ ปราบดา หยุ่นว่า “คุณต้องหาบรรณาธิการเก่ง ๆ เพื่อให้เขาได้ชี้แนะคุณ ติติง และงานของคุณจะมีคุณภาพมากกว่าทำคนเดียว”
.
.
.
.
.
9 รักใครสักคน
.
งานเขียนเป็นงานศิลปะ และมันจะเกิดขึ้นได้เพราะคุณมีความรู้สึกมากกว่าคนอื่น โศกเศร้า เหงา เจ็บปวด รวมถึงความรัก เมื่อคุณรักใครก็เกิดความละเอียดอ่อนและอารมณ์เหล่านั้นจะถูกถ่ายทอดด้วยความรัก และคุณจะสร้างงานที่มีคุณค่า
 .
.
.
.
.
 .
10 อยู่คนเดียวให้เป็น
.
นักเขียนต้องสู้กับตัวเองเป็น คุณมีพล็อต มีงาน แต่เชื่อสิคุณไม่สามารถอธิบายสิ่งที่คุณอยากเขียนได้หมดหรอก คุณต้องเขียนระหว่างที่เขียนคุณต้องสู้กับความเหงา โดดเดี่ยว อ้างว้าง คุณต้องผ่านตรงนั้นให้ได้ ทำงานคนเดียวเพื่อเชื่อมโยงกับคนอื่น ใช้ความคิดและสร้างสรรค์มันออกมาจากในตัวคุณ
 .
 .
 .
 .
.
 .

“นักเขียนไส้แห้งจริงเหรอ ไส้แห้งก็เคยเห็น ส่งลูกเรียนนอกหลาย ๆ คนก็เคยเห็น ประเด็นมันอยู่ที่ว่าคุณอยากเป็นนักเขียนเพราะอะไรมากกว่า” พี่บินหลาตอบถึงคำถามเกี่ยวกับอาชีพนักเขียน และสรุปว่า ไม่ว่าอาชีพใดก็มีคนไส้แห้งหรือคนร่ำรวยกันทั้งนั้น อยู่ที่ความขยัน เข้าใจความคิดของคน สังเกต รู้จักว่า “คน” มีความอ่อนแอ หากนักเขียนเข้าใจจุด ๆ นี้ก็สามารถประกอบอาชีพบนเส้นทางสายน้ำหมึกได้ต่อไปเป็นอย่างดี

 .
คลิปเต็ม
.
#Bookster
#iMonkeyDailyTalk
#iMonkey

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s