“ยอดภูเขาน้ำแข็งของ Ernest Hemingway” ถึง “ความจริงใต้น้ำของ Chester Bennington”

1

” งานเขียนเป็นเสมือนภูเขาน้ำแข็ง ส่วนที่ผู้อ่านอ่านนั้นเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ส่วนภูเขาน้ำแข็งมหึมาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำเหมือนกับความรู้สึกที่ผู้อ่านจะต้องเข้าถึงได้เองโดยผู้เขียนไม่จำเป็นต้องเขียนถึง”  Ernest Hemingway กล่าวถึงงานเขียนของตน

21 กรกฎาคม 2560 (เมื่อวาน) อาจเป็นวันที่แฟน ๆ ต่างร่ำไห้กับการจากไปของนักร้องแห่ง “ยุค” Chester Bennington แต่หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2442 เป็นวันที่ถือกำเนิดของ “ปาป้า” เออเนส เฮมิงเวย์ ชายที่เป็น “ยุค” ของเขาเช่นกัน

 


2

ความบังเอิญที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นคือทั้งสองตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเอง โดยเฮมิงเวย์ ใช้ปืนจัดการตัวเองในวันที่ 2 กรกฎาคม 2504 ด้วยความซึมเศร้าและพิษสุราที่รังควาญเขามานาน ช่างเป็นเรื่องบังเอิญอีกหากเราจะเจาะลึกถึงชีวิตของ ปาป้า ว่าช่างคล้ายคลึงกับ เชสเตอร์ ความเจ็บปวดต่าง ๆ นานาที่ต้องรับ ทนทุกข์ และเจ็บปวด จนความตายนั้นกลายเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่พวกเขาทั้งสองเลือก

เฮมิ่งเวย์ ระเบิดพลังสรรสร้างงานที่เรียกได้ว่า “ทะลุทะลวง (Breakthrough)” ยกระดับงานเขียนของคนยุคนั้น โดยนิยายเรื่อง The Sun Also Rises และ A Farewell to Arms สร้างชื่อเสียงให้เขาและเป็นต้นแบบให้กับงานเขียน นักวิจารณ์ ในยุคต่อ ๆ มา นำมาอ้างถึง คัดลอก ชำแหละ ตลอดจนนักภาษาศาสตร์และผู้ที่ต้องการเอาดีทางด้านเขียนหนังสือจำนวนนับไม่ถ้วน พากันอ่าน

ส่วนเชสเตอร์ Linkin Park และ Hybrid Theory ของพวกเขาก็สร้างกระแส Nu Metal ให้กระฉ่อนโลกยุคมิลเลนเนียม ให้วงร็อคน้อยใหญ่หันมามอง ลอกแบบ เลียนเสียง ขับร้อง และดำรงค์ในยุคของพวกเขา จนกระทั้งทั้ง เฮมิงเวย์ และ เชสเตอร์ ไม่สามารถทำงานที่ยิ่งใหญ่กว่างานพวกนั้นได้

 

 


3

เฮมิ่งเวย์แม้จะเกิดในครอบครัวที่มีอันจะกิน ต่างกับเชสเตอร์ที่แวดล้อมไปด้วยอันตราย ความรุนแรง การล่วงละเมิด แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เฮมิ่งเวย์เป็นคนจริง เป็นตัวแทนของชายที่เอาตัวเองเข้าสู้ เข้าสิง และลุยกับเรื่องอันตราย สงครามตามแบบฉบับผู้ชายในฝัน ดังนั้นงานของของเขาจึงจริงจัง รุนแรงและสัมผัสได้

กับเชสเตอร์ ความเจ็บปวดที่เขาเผชิญก็ถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียง เนื้อร้องที่แทบจะกรีดใจผู้ฟัง กระนั้นการกรีดเหล่านั้นกลับสร้างความสุข เป็นการเยียวยาจิตใจอันมืดมนของเหล่ามนุษย์ร่วมชะตากรรมโหดร้ายที่โลกได้ส่งมอบให้พวกเรา

“หนังสือดีทั้งหมดคล้ายกัน มันจะเป็นจริงยิ่งกว่าที่มันเกิดขึ้น เมื่ออ่านหนังสือดีจบ คุณจะรู้สึกคล้ายกับมันเกิดขึ้นกับตัวคุณ สิ่งดี สิ่งเลว ความสุข ความเศร้า ความทุกข์ ผู้คนและสถานที่ สภาพดินฟ้าอากาศ” เฮมิ่งเวย์กล่าวไว้

ซึ่งหากเปลี่ยนคำว่า “หนังสือดี” เป็น “เนื้อร้อง” แล้วเปรียบเทียบกับเนื้อร้องหม่นเศร้าของ Linkin Park มันคืออย่างเดียวกัน ทั้งสองถ่ายทอดความจริงยิ่งกว่าความจริง ชัดเจน กระชับ เห็นภาพ และรู้สึกได้

 


4

“แล้วอะไรทำให้ทั้งคู่ต้องจบชีวิต”

คำถามที่ผมคิดมาตั้งแต่ทราบข่าวการจากไปของเชสเตอร์ มองข้าม “โรคซึมเศร้า” ที่เป็นประเด็นลึกซึ้งที่ผมไม่อาจอธิบายได้ชัดเท่ากับจิตแพทย์หรือเพจที่วิเคราะห์เรื่องนี้โดยตรง
แต่ข้อสังเกตที่พอจะมองเห็น คาดเดา หรือแลกเปลี่ยน สิ่งที่ทั้งสองเผชิญคือ การใช้ประสบการณ์หมดไปและไม่สามารถสร้างงานที่ดีกว่าเดิมได้

เฮมิงเวย์ไม่สามารถสร้างเรื่องราวที่ดีเหมือนเดิมได้ตั้งแต่เขียนเรื่อง For Whom the Bell Tools เช่นกัน Linkin Park ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักตั้งแต่คลอด Minutes to Midnight ในปี 2550

ทั้งคู่บรรลุถึงศักยภาพอันสุดยอดของตนในช่วงวัยหนุ่ม และหลังจากนั้น ก็มีชื่อเสียงคับโลก ทว่าในเชิงงานเขียนงานดนตรี กลับไม่สามารถทำลายสถิติเดิม หรือทำให้ดีไปกว่าเดิม หรือสร้างสรรค์ยิ่งกว่าเดิม ได้อีกแล้ว แต่ความที่เขาเป็นศิลปินที่มี Artistic Integrity สูง ทำให้เขาต้องดิ้นรน ไขว่คว้า ถีบตัว ตะเกียกตะกาย มุ่งมั่น รีดเร้น และทำทุกวิถีทางที่จะเขียนหรือสร้างสรรค์งานให้ดีกว่าเดิม ให้จงได้

ซึ่งมันไม่ง่ายเลย…

 

114609326-457e40e8-0130-42a1-b739-55c3c90ae851

ทั้งคู่ดูสับสน หมดแรง ไร้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่จะมาเติมเต็มผลงาน ไร้เรี่ยวแรงที่จะเข้าไปต่อสู้กับเรื่องหนัก ๆ สงคราม หันเข้าหาสุรา แม้เขาจะผลิตผลงานที่ดีแต่นั่นไม่พอสำหรับ “ยี่ห้อ” ที่สลักที่หลังของพวกเขาอยู่ เมื่อทั้งหมดมารวมกับสิ่งที่อยู่ในตัวพวกเขาอยู่แล้ว เมล็ดความป่วยก็เติบโตอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้ขับดันให้พวกเขาทำงานได้เมื่อครั้งยังหนุ่ม

มันกลับเกาะกิน ทำร้าย ทำลาย และผลักดันให้พวกเขาทำในสิ่งที่ต่างออกไป หลายครั้งทีมีข่าวเชสเตอร์ออกมาทะเลาะกับแฟนเพลง เช่นช่วงที่ปล่อยเพลง Heavy ออกมาแล้วถูกวิพากษ์ว่า นี่มันเพลง POP เชสเตอร์ก็ตอบอย่างรวดเร็วว่า “Pop แล้วไง” ส่วนเฮมิ่งเวย์ตอบโต้ ด่าทอ รวมถึงทะเลาะกับเพื่อนเขาทุกคนจนทุกคนลงความเห็นว่าเขาอิจฉางานคนอื่น

ความแตกต่างอย่างเดียวในช่วงเวลาเจ็บปวดนี้คือ ปาป้า สร้าง The old man and the sea ได้สำเร็จ จนส่งให้เขาขึ้นรับรางวัลโนเบลในปี 2497 แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเฮมิ่งเวย์ดีขึ้น เขายังติดสุราและตัดสินใจจบชีวิตตัวเองท่ามกลางโรคร้ายที่รุมเร้า ส่วนเชสเตอร์นั้นใจร้อนกว่า

 

 


 
ผมเชื่อว่าเชสเตอร์สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ดีกว่ายุค 2000 ได้ เพียงแต่เราไม่สามารถเข้าใจความเจ็บปวดของคน ๆ หนึ่งผ่านการมองดูได้หรอก

 

“The truth is, you turn into someone else
You keep running like the sky is falling
I can whisper, I can yell
But I know, yeah I know, yeah I know
I’m just talking to myself 

Talking to myself
Talking to myself
But I know, yeah I know, yeah I know
I’m just talking to myself”
เนื้อร้องเพลง Talk to Myself ดูเหมือนกลายเป็นคำสั่งลา ตัดพ้อและพูดกับตัวเองถึงความรางเลือนของกำลังใจ สุดท้าย การจากไปของเขาก็ทำให้โลกร่ำไห้

เป็นการยากที่จะเดินไปบอกผู้คนที่มีอาการซึมเศร้าให้เลิกท้อแท้ ยืนขึ้น ซึ่งผลที่ได้อาจตรงกันข้ามด้วยซ้ำ แต่หากสิ่งที่จะทำได้ดีที่สุดคือสอดส่องมองผู้คนรอบกาย ให้กำลังใจแต่ไม่ผลักดัน ยืนข้างเขา รอคอยพวกเขาให้ค่อย ๆ ลุก พยุงกันด้วยความเข้าใจมากถึงมากกว่าคนธรรมดา

เพราะสิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่มีความจริงขนาดมหึมาหลบซ่อนอยู่นั่นเอง…

 


#RIPChesterBennigton
#Hemingway
#Bookster
#iMonkeyDailyTalk

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s