เพราะทุกอย่างมีราคาที่เราต้องจ่าย

 

การท้อแท้ในการทำงานก็เหมือนกับอาการลังเลในความรัก

ในการทำงานที่เหนื่อย ท้อแท้จนอยากจะลาออก หรือความรักที่น่าเหนื่อยหน่ายจนอยากจะบอกเลิกรา แต่ก็มีพันธะอื่น ๆ มาเป็นปัจจัยที่ทำให้ยากต่อการตัดสินใจ งานที่ทำกับคนที่คบกันมานาน แม้ในหัวจะมีเรื่องที่เรารับไม่ได้มากมาย แต่ก็ยังมีความดีของเขาที่ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาย้อนแย้งกับสิ่งที่เราอยากทำ ให้ทุกอย่างมันยืดเยื้อ และสุดท้ายก็แพ้เยื่อใย ต้องล้มเลิกแผนการแปลกแยกและกลับมาอยู่ที่ ๆ เราคุ้นชิน ที่เดิมที่เราคิดว่าทุกข์เหลือเกิน

วันนี้ได้อ่านบทสัมภาษณ์หนึ่งในกูรู ไลฟ์โค้ช หรืออะไรแนว ๆ นี้แหละ ก่อนอื่นต้องย้อนไปว่าผมเคยเป็นคนที่ปลื้ม กูรู คนมาก จากการไปประชุมของทางบริษัทที่ทำอยู่ มีการเชิญวิทยากรแนวกระตุ้นการคิดบวก จากนั้นก็แนะนำหนังสือ “หนังยางล้างใจ” แล้วผมก็หามาอ่านและเริ่มฝึกฝนตาม ก็พบว่าการมีมุมมองแบบบวกนั้น ทำให้ผมมีความสุขมากมาย แล้วก็ขวานขวายหาหนังสือแนวนี้มาอ่าน แล้วก็เริ่มทำตัวเอง หาสิ่งที่ต้นถนัด ตั้งเป้าหมายในชีวิต

จนกระทั่ง… พบว่าสิ่งที่เขาทำนั้น หรือแม้กระทั่งอาจารย์เขา ลุกลามไป กลุ่ม แกะดำฯ เข็มทิศชีวิต มันคล้ายลัทธิมากกว่า รู้สึกโดนหลอก กลุ่มคนเหล่านี้มีการอวยกัน (เขาใช้คำว่า Connection) ขัดขากัน โจมตีและเน่าในด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีการรับรองจากอะไรหรือใครเลย ใครพูดเป็นชักจูงคนอื่นได้ก็สามารถเป็นได้ อยากเป็นก็เป็นได้หมด ปลดปล่อยพลังราวกับมาจากดาวไซย่าที่พึ่งพังทลาย มาบอกให้เราคิดบวก ๆ ๆ อย่าด่า อย่าโจมตีโค้ช เพราะนั่นคือพลังทางลบ ครั้นกลับไปค้นหนังสือเล่มที่เราอ่านแล้วเปลี่ยนตัวเองมาอ่านซ้ำ ก็พบว่า มันช่างกลวงเปล่า แม้จะเล่มหนาแต่ก็เต็มไปด้วยรูปที่ไร้ความหมาย เป็นอิฐมวลเบาทางความคิด และจากนั้น ผมก็รู้สึกไม่ค่อยดีกับบรรดากลุ่มคนจากอาชีพเหล่านี้ และมักตามไปอ่านดราม่ามากกว่าจะหาความรู้แล้ว เพราะคิดว่าหลักจริง ๆ ก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง ขึ้นอยู่กับว่าใครจะหยิบอะไรไปใช้ ลงมือทำ… อย่ายอมแพ้… อุปสรรคคือความสำเร็จ… คนแบบเดียวกันดึงดูดกัน… มีเป้าหมาย… ใช้ความเชื่อ… มอบความรัก… วนกันไปไร้สิ้นสุด

ewa-gillen-52311.jpg
ทุกชีวิตต้องดิ้นรนและต่อสู้

 

หลังจากที่ผมถามถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่อยากอ่าน แต่มีกูรูที่ผมไม่ชอบแนะนำไว้ทำให้คิดว่าน่าจะเป็นพวกเดียวกัน ผมเลยมาถามเพื่อนว่าเคยอ่านไหม “ทุกคนก็หากินกันทั้งนั้น” เพื่อนผมตอบและบอกว่าอย่าสนใจคนอื่น เพราะทุกคนต่างหากิน ไปดราม่า ไปโจมตีก็ไม่ได้อะไร จากนั้นก็มีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายออกจากปากเพื่อนคนนี้ คำตอบที่ได้ไม่ค่อยเกี่ยวกับหนังสือ… แต่เกี่ยวกับทัศนคติของผมโดยตรง

 

กลับมาที่บทสัมภาษณ์ที่ได้อ่าน ประเด็นนี้สะกิดความคิดผมตั้งแต่ชื่อเรื่อง จำชื่อเต็ม ๆ ไม่ได้ (และขี้เกียจกลับไปค้น) แต่ใจความประมาณว่า ไลฟ์โค้ช อาชีพที่ถูกดูถูกมากกว่าเคารพ

-เออว่ะ-

ผมไม่เคยมองมุมนี้ ภาพที่ทุกคนมองเห็นในอาชีพกูรู คือการมีเงิน มีสมอง และภาพลักษณ์ที่แสนสวยงาม แต่ก็จะมีความเห็นมากมายที่ตั้งใจเข้ามา “แซะ” และใช้คำพูดกึ่ง ๆ ดูถูก บ้างกล่าวอ้างว่าเป็นอาชีพมอมเมา ผมเองก็เคยกล่าวว่าอาชีพแบบนี้เป็นเพียงการกระตุ้นให้มีพลัง ก่อนจะดับไปไวกว่าตะเกียงเสียอีก กูรูท่านนั้นตอบคำถามได้ดี แต่อคติในใจผมก็แย้ง ๆ ว่า จะมีคำตอบที่ดีกว่านี้ได้ที่ไหน กับคำถามที่ว่า ศาสตร์นี้มีจริงหรือไม่ ไม่ได้มาหลอกกันเหรอ คำตอบที่ออกจากปากผู้โดนสัมภษณ์ ก็เป็นแนวที่ว่ามีจริง ผมเคยเป็น เคยทุกข์ และก็ได้ศาสตร์นี้ช่วยเอาไว้ ของแบบนี้อยู่ที่ความเชื่อ บางคนเชื่อศาสนา บางคนเชื่อการกระทำ บางคนเชื่อผู้คนรอบข้าง เหล่านี้ไม่มีถูกมีผิด อยู่ที่คน ๆ นั้นจะคิด วิเคราะห์อย่างไร บางคนขายตรง บางคนชอบทำงาน บางคนคิดว่าค้าขาย แล้วคำตอบไหนที่เหมาะกับชีวิตของเรา

การที่เหล่าโค้ชอยู่ในกลุ่มที่ถูกแซะได้ง่าย แสดงให้เห็นว่า คนที่ดำรงค์อยู่ได้จริง ๆ นั้น ไม่ใช่ว่าจะสุขสบาย สายตาของการดูถูกนั้นรุนแรงเสมอ การทนต่อคำพูดจาและสายตาเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ การควบคุมจิตใจ และเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนองทำ ก็คงเหมือนหลักการเดียวกับทุกอาชีพ

 

“ทุกคนก็ทำมาหากิน” คำพูดของเพื่อนลอยมาอีกครั้ง ไม่ว่าเราเลือกทำอะไร อาชีพไหน มันมีราคาที่เราต้องจ่ายเสมอ ไม่มีอาชีพไหนดีที่สุดในโลก คุณต้องมุ่งมั่น และทำหน้าที่ของตน คุณต้องเหนื่อยและท้อแท้ คุณต้องลังเลว่าทางที่คุณเลือกมันใช่จริงเหรอกันทุกคน เหมือนกับคนรักของคุณนั่นแหละ คุณต้องเจอเรื่องงี่เง่าของเขา คุณยอมไร้สาระเพราะว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นสาระของคนรักของคุณ

การทำงาน การมีความรัก มันคือการแบ่งชีวิตของคุณออกเป็นเสี่ยง ๆ ส่วนหนึ่งของคุณเอง ส่วนหนึ่งคือคนรัก อีกส่วนคือหน้าที่การงาน ไม่มีส่วนไหนที่คุณจะเป็นเจ้าของได้ 100%  คุณต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง เรียนรู้ที่จะลด ละ เลิก และเพิ่มบางอย่างเพื่อคนหรืองานที่คุณอยู่ด้วยไม่มากก็น้อยแตกต่างตามบริบท ตามแต่ละช่วงของชีวิต

จริงอยู่ ที่คุณจะเลิกอาชีพที่คุณทำอยู่ได้ หนีจากคนที่คุณ (เคย) รักได้ หรือเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นได้เป็นงานใหม่ คนใหม่ได้ แต่สุดท้ายจริง ๆ สิ่งใหม่ ๆ ที่คุณเลือก มันก็มีราคาของชีวิตที่คุณต้องจ่ายอยู่ดี

สุดท้าย ผมก็ไม่ได้กลับไปชอบหรือหลงใหลวงการกูรู แต่ได้แง่คิดเพิ่มมาว่า เรามันก็คนธรรมดา ที่มีอุปสรรคมาขวางกั้น แต่ก่อนจะยอมแพ้ท้อถอย และหนีจากมันไป เราใช้ความสามารถในการต่อสู้หรือฝ่าฟันมันมากพอหรือยัง มันไม่เหมาะกับเราเพราะเรามันอ่อนแอ เปราะบางเองหรือเปล่า ตอบตัวเองให้ได้

ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ (และการหนีจากปัญหาก็เป็นทางแก้อย่างหนึ่ง) แต่เราควรวิเคราะห์และเลือกวิธีที่ดีที่สุดมาจัดการปัญหาที่เรามี จัดการไม่ได้ ก็ถอย ไม่อย่างนั้นก็ทน แต่ถ้าจะให้ดี มีความสุขกับปัญหานั่นสะ

เพราะทุกอาชีพ ก็ยากลำบากด้วยกันทั้งนั้นชีวิตไม่สิ้น…

ก็ดิ้นกันไปนะครับ


imonkey

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s