เมื่อมีหนังสือของชายที่อยู่ฝางส่งมาให้ผม

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เกิดความแต่ต่างระหว่างสองคน โชคหรือ หน้าตา ความพยามยาม วุฒิการศึกษา สิ่งแวดล้อม เหล่านั้นอาจมีส่วน แต่ที่สำคัญที่สุดที่ผมคิดได้หลังจากเริ่มอ่านหนังสือ The nerd of Microsoft คือ “การทำงานหนัก”

wp-image-1543189006jpg.jpg

ผมคงไม่เล่าเรื่องความพยายามของชายผู้เขียนหนังสือเล่มนี้อีกครั้งหรอก มันออกจะเป็นการชมแบบออกนอกหน้าเกินไป เพราะยังไงเขาก็เป็นแกนนำในทีม BOOKSter ที่เราทำด้วยกัน แต่สิ่งที่จะมาเล่าในวันนี้คือ ที่มาของหนังสือที่เขาเขียนต่างหาก

เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราเรียนรู้ตอนนี้นั้นจะส่งผลให้เราในอนาคตอย่างไร คล้ายกับสุนทรพจน์ Connecting the dot ของโคตรพ่อแรงบันดาลใจอย่าง สตีฟ จ๊อป ที่บอกว่าทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่จงทำมันด้วยความรัก และทุ่มเทมันอย่างหนัก สิ่งนั้นจะส่งผลตอบแทนเราเสมอเมื่อถึงเวลา

คำถามคือ แล้วเมื่อไหร่สิ่งเหล่านั้นจะตอบแทนกลับมา และบางคนนั้นก็ก็ไม่ได้รับผลตอบแทนอะไรเลยจนวันตาย จะเจ็บปวดมากเกินไปไหมถ้าจะพูดว่าคนที่ตายไปแบบนั้นคือคนที่ทำงานหนักไม่พอ 

การตรากตรำไม่ใช่การทำงานหนัก แต่การทำงานหนักคือความพยายามไปในสิ่งที่ตนเองต้องการ และพร้อมที่จะมองหาวิธีการใหม่ ๆ  ทำซ้ำจนเกิดเป็นกระบวนการ แล้วกลายเป็นผลผลิตใหม่ ๆ เพื่อนำพาตนเองก้าวไปในสิ่งที่ฝัน

การใช้ชีวิตแบบต้องการ บิ๊กฮิต หรือคิดแค่มันเป็นเพียงเหตุการณ์หรืออีเว้นนั้นเป็นความคิดที่ผิด ชีวิตคือกระบวนการเรียนรู้

เรามุ่งมั่นว่าสักวันหนึ่งเราจะดีขึ้น แต่กลับนั่งตั้งตารอว่า จะถูกหวยวันไหน หรือจะมีเทวดามาประทานสิ่งมีค่าให้เมื่อใด และเห็นความโชคดีทุกครั้งที่คนอื่นได้ดีนั่นไม่ถูกต้อง

“ใช่สิ ก็มันเคยทำงานไมโครซอฟท์นิ เอามาเขียนยังไงก็มีคนสนใจ” ใช่ครับยังไงคนก็สนใจ ถามกลับว่าแล้วทำไมเราไม่ได้ทำงานที่ไมโครซอฟท์ล่ะ

“ก็เขามีเงินนิ” ไอ้ปรอหร๋อก็มีเงินทำไมมันได้ทำงานที่ Apple ละ ไหนจะไอ้ลูกบ้านนั่น ไอ้เด็กบ้านนี้ ต่าง ๆ เหล่านี้ทำไมไม่มีเรื่องราวที่ทำให้คนสนใจ นั่นเพราะมัน นั่นเพราะเขานั่งรอที่จะตีโฮมรันให้ได้ในวันหนึ่ง แต่กลับไม่เคยฝึกซ้อมอันใดเลย แล้วก็พูดเสมอว่า “กูทำได้ ๆ”

คนเหล่านั้นชีวิตเขาเป็นลำดับขั้นตอน ในวันที่เจ็บช้ำร้องไห้คนเดียวในห้องที่มีเงาเป็นเพื่อนรับฟัง ใครเข้าใจหรือเปล่า ในวันที่เดินดุ่มทำหน้าเป็นลิงเหลืองจากประเทศที่ฝรั่งเรียกว่า ไทเป และถูกสายรังเกียจเหยียดหยามนั้น ใครรู้สึกบ้างว่าเป็นอย่างไร การข้ามผ่านจุดนั้นไปเพื่อมองหาความฝันในการตีท่อต่อตรงลงพื้นแบบมาริโอที่เขาไขว่ขว้าไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วเมื่อเขาทำสำเร็จ มันก็เป็น ดอท หรือจุดหนึ่งของชีวิตที่ไม่ว่าจะหยิบมเล่ามาพูดเมื่อไหน่ก็ไม่พ้นความสนใจจากคนได้ ไม่ใช่โชคอย่างที่ทุกคนคิด คนแบบนี้สร้างโชคของตัวเอง

ทุกคนมีสิทธิ์ฝัน แต่ใช่ว่าทุกคนจะสำเร็จ และความสำเร็จของทุกคนก็ดันไม่เท่ากันเสียอีก

ออกนอกเรื่องไปไกล เพราะที่อยากจะพูดเล่าเรียงให้ฟังคือ การที่เขาได้มีโอกาสเขียนหนังสือเล่มนี้เพราะว่า เขาเอาต้นฉบับอีกเรื่องที่เขาเขียนเสร็จไปเสนอ แต่บรรณาธิการกลับสนใจเรื่องที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเขียนได้ ประสบการณ์ที่เขาคิดว่าธรรมดา (?) นั้นกลับส่งมมอบดอทใหม่ที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน กลายเป็นโอกาส และสุดท้ายเขาก็ทำมันออกมาได้ และทำได้ดีเสียด้วย

ทำให้ผมกลับมาคิดถึงตนเอง ว่าเราพยายามทำอะไรจนมีประสบการณ์ที่มาจากกระบวนการอันแสนหนักหน่วงหรือไม่

คำตอบที่ได้นั้นน่าคิดเหมือนกัน ว่าชีวิตผมค่อนข้างที่จะราบรื่น มีพ่อแม่คอยหนุนตลอดเวลา แม้ไม่สบายแต่ก็ไม่ได้ลำบาก ทำงานมาหลายสิบปีก็มีแต่เพื่อนพี่น้องร่วมงานคอยส่งเสริม ทางเดินเป็นกราฟอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ที่อยู่ระหว่าง 0.5 – 1.0 ไ่ม่มีตกต่ำ และก็ไม่ได้ร่ำรวย

ไม่แน่ใจว่าอีกนานไหมที่เหล็กสนิทเขรอะอย่างผมจะโดนไฟเผาจนเข้าที่ มีค้อนใหญ่มีตีนวดให้ปวดแสบร้อนก่อนจะถูดตัดแบ่งเป็นท่อนแล้วกระหน่ำตีโบยจนกลายเป็นเหล็กกล้า จะมีโอกาสได้เป็นดาบแหลมคมกับเขาเมื่อไหร่

แต่ก็ชั่งมันเถอะ ผมปลงกับความสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งความฝัน ทำในสิ่งที่เราทำได้ ตั้งเป้าหมายให้เราจับได้ถึง แล้งจึงเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ด้วยน้ำตาและหยาดเหงื่อ

เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่คือการทำให้คนที่เรารัก เมื่อไหร่ที่คุณรักใครจนเลือกได้ว่าวินาทีแห่งชีวิตนั้นมาถึงคุณยินดีจะรับมันไว้แทนคน ๆ นั้นได้ นั่นแสดงว่าคุณกลายเป็นคนจริง ๆ แล้ว ตอนนี้ผมมอบทั้งหมดให้ลูกผมได้และไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว

หน้าปกของหนังสือที่ส่งมาให้เขียนว่า “เชียร์” ผมอยู่เสมอ

เพื่อนอีกคนก็บอกว่าผลงานจะสะท้อนความเป็นตัวมึง หยุดเพ้อรำพึงแล้วไปทำในสิ่งที่มึงต้องทำซะ และอย่าสะเออะไปถามใครว่าทำยังไง เพราะถ้ามึงไม่รู้ หมาที่ไหนก็ไม่มีทางรู้ว่ามึงอยากได้อะไร อย่าเสือกบอกว่าคิดไงก็คิดไม่ออก เพราะถ้ามึงคิดไม่ออกแสดงว่ามึงยังคิดไม่ถึง มึงยังตั้งใจไม่พอ มึงก็เป็นเพียงคนบ้าที่เขียนหนังสือเป็น เรียกร้องความสนใจไปวัน ๆ ไม่ได้ความสำเร็จแต่ได้ความน่าสงสาร มึงจะเอามาทำไม! (พอเถอะกูสำนึกไม่ทัน)

สรุปสุดท้าย อย่าให้แรงบันดาลใจกลายเป็นผง อย่าให้คำพูดผลักดันเป็นเพียงลมปาก ออกมาจากกะลาครอบแล้วเดินไป

เป็นเต่าที่ผุดขึ้นจากทรายแล้วเดินไปทะเล ไม่ต้องรู้หรอกว่าทะเลมีอะไร รู้แต่ว่า

มึงต้องไป… ก็พอ


ลิง 10.4.17

One Reply to “เมื่อมีหนังสือของชายที่อยู่ฝางส่งมาให้ผม”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s