รักครั้งแรก คราบน้ำมัน ซันไลท์ล้างจาน

 

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาผมมีโอกาสไล่อ่านบทความสนุกของเด็ก ๆ น้อง ๆ หนู ๆ ที่เข้ามาเขียนไว้ ทั้งทุกข์ สุข เศร้า เพื่อนฝูง เฮฮา ปาจิงโกะ ไร้สาระ ทำให้ผมนั่งยิ้มและใช้การระลึกจากความทรงจำที่เลือนรางในห้วงคำนึงที่ลึก ย้อนไป ย้อนมา เรื่อยเปื่อยจนมาจบที่

 

glenn-carstens-peters-207729.jpg

-รักครั้งแรก-

นั่นสิ !!!!
รักครั้งแรกของเด็กสมัยมัธยมผมสั้นเกรียน
คอซอง ถุงเท้าย้วย ส่วนใหญ่กว่า ๘๐% อกหัก -กูวิจัยเอง-

ผมพยายามแยกให้ออกจากคนที่เราชอบคนแรก

กับรักครั้งแรกหน้าผู้หญิงคนแรกที่เรารู้สึกว่ารักก็ผุดขึ้นมา

ตอนนั้นน่าจะ มอสี่ ในห้วงแห่งความเดียงสา (ฟังดูดีเน๊อะเดียงสา) ไม่รู้อิโหน่งอิเหน่นั้น ความสุขของเด็กหัวเกรียน หูกาง จมูกบาน คางแหลมแบบผมก็เป็นเหมือนเด็กทั่วไปคือ กิน เรียน เล่น เฮฮา ด้วยผลการเรียนที่ไม่ขี้เหร่ กิจกรรมของโรงเรียนที่เราก็ค่อนข้างจะเด่นใช้ได้ เลยไม่ค่อยมีอะไรให้หนักใจทั้งต่อครูและพ่อแม่
สมัยนั้นมีการเปลี่ยนการเรียนจะ “ระบอบรอครูมาญาสิทธิราช” เป็น“ระบอบเดินเรียนธิปไตย” หมายความว่าปกตินักเรียนจะนั่งอยู่กับโต๊ะและเก้าอี้โง่ๆของตนเองที่เลือกไว้ตั้งแต่ต้นเทอมจนจบเทอม รอครูมาสอน พอเปลี่ยนเราก็มีเสียงบ่นด้วยความเซ็งในช่วงแรกๆ แต่แล้วเราก็พบความสนุกสนานมากมายที่ซ่อนอยู่ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเดินข้ามห้องข้ามตึก มีการหยอกล้อกัน กลั่นแกล้งกัน

ทั้งไฟแช๊คจุดตูด
เขียนชื่อคนที่ชอบของเพื่อนใส่กระดาษติดหลัง
ฝนชอล์คเป็นลูกอมใส่กล่องแล้วแบ่งเพื่อนกิน
หรือแม้แต่โดดเรียนทั้งห้องในบางวิชา 
ซึ่งเอาเข้าจริงคำว่าโดดเรียนทั้งห้องมันหมายถึงจะมีอยู่สิบคนที่เข้าเรียนให้เพื่อนที่โดดได้โดนทำโทษ (โดยเฉพาะไอ้อุ้มเด็กเรียนอันดับหนึ่งของห้องที่โดดเรียนไม่เป็น อินี่มึงเสียชาติเกิด)

ถ้าเราชอบวิชาไหนเราก็ไปนั่งหน้าหยอกล้ออาจารย์ ไม่ชอบวิชาไหนก็ถอยร่นไปนั่งหลังแล้วหาอะไรมากินแก้เซ็ง และแน่นอนเราชอบใคร ก็พยายามไปนั่งใกล้ ๆ คนนั้น แต่ไม่กล้านั่งด้วยหรอก

 

-แค่ให้อยู่ในระยะที่ดวงใจอบอุ่น และสัมผัสได้ด้วยสายตาก็พอ-

 

ทุกอย่างมันเริ่มจากใกล้ชิด ผมแอบมองและชอบท่าทางความแมนของเธอ หยอกล้อเล่นหัว เธอไม่ถือตัว เธอย้ายจากกรุงฯ มาอยู่บ้านนอก เธอเฮ้วไปไหนไปกัน กวนตีนไปมีกวนตีนกลับทำให้เรารู้สึกดีแบบไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อทุกอย่างมันเก็บกลั่นจนเกินกั้น มันจะทะลักออกมาแต่มันคงไม่ฮาร์ดคอร์ระดับวิ่งไปสะกิดไหล่ ให้เธอหันมาแล้วบอกว่า “รักจุงเบย” เหมือนสมัยนี้หรอก

 


 

ผมจึงเริ่มจากปรึกษาเพื่อน – ซึ่งแต่ละตัวดี ๆ ทั้งนั้น TT – 

“ถ้ามึงอยากให้เค้าชอบ มึงต้องเด่น” กระทาชายหัวเกรียนติดเกมไฟนอลฯ และยังไม่มีแฟนบอกผม
(จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มี เป็นบุญแท้ๆที่ไปปรึกษามัน)

“ยังไง” ผมเอียงคอซักไซร้ไล่เรียง
“เรียนให้เก่ง ถ้าเรียนไม่ได้ก็ กีฬา ถ้ากีฬาไม่ได้ก็ ดนตรี ถ้าดนตรีไม่ได้อีก ก็ไปเอาหนังสือเพลย์บอยกับไอ้เล็ก”
“เฮ้ย กูไม่เด่นสักอย่างทำไงดี”
“ฝึกไงสัส ฝึก”
“โอเค ลองดู”
“ดีมาก ไปตั้งใจเรียน เอาเซฟไฟนอลฯ มาเดี๋ยวกูเล่นต่อเอง”
การโต้ตอบตัดไปมารวดเร็วเหมือนน้าค่อมพูดกับโก๊ะตี๋ในคอมเมดี้เรื่องฮาๆ

นับจากวันนั้นผมตั้งใจเลเวลเก้าสิบเก้า ทั้งหัดเล่นกีตาร์กะตีกลอง เล่นบาสจนดำกว่าโคบี้ เตะบอลจนขาบวม
เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนทุกอย่างเท่าที่จะทำได้

เอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้ดีเด่อะไรสักอย่างหรอก แต่ที่เราทำอันนั้นอันนี้ เราปรึกษาคนนั้นคนนี้ มันก็แฝงด้วย “ฮิดเด้นอาเจนด้า” อยู่แล้ว นั่นคือแรงกระเพื่อมที่จะให้คนนั้นรับรู้ว่าเราอยากทำให้เค้า และเราชอบเค้า

จนกระทั่งเรามั่นใจว่าขี้ปากของเพื่อนเกี่ยวกับเราต้องเข้าหูเค้าบ้างละ เรารอซุ่มสังเกตทีท่า

ทุกอย่างเหมือนเดิมเค้าไม่รังเกียจ เฮ้
มีซื้อขนมมาฝากเราด้วย เฮ้
เอาสมุดไปเขียนการบ้านให้เราด้วย เฮ้
มีโทรศัพท์ไปบ้านคุยกันดึกดื่นบ้าง เฮ้

มันชัดขึ้น ๆ ช่วงนั้นผมกลับถึงบ้าน สิ่งที่ผมทำก็คว่ำหน้าคว่ำตัวใต้ผ้าห่มอุ่น ฝันละมุน ยิ้มน้อยใหญ่กับจินตนาการตัวเองและข่มใจให้หลับเร็วที่สุดที่จะทำได้เพื่อให้ถึงวันพรุ่งนี้ไว ๆ หลับไปกับความสุขอนันต์ หมุนวนซ้ำทุกวัน ทุกวัน เรื่องระหว่างเราดำเนินไปด้วยความสดใสแต่ไร้ความชัดเจน

อกหนุ่มน้อยแข็งแกร่งขึ้นและกล้าเผชิญหน้า ดวงตาแน่วแน่ ในหัวมีรอยยิ้มของเธอ ท่าทางของเธอ สัมผัสเหล่านั่น บังคับให้เราต้องทำอะไรสักอย่างในสักวันอันใกล้นี้แน่นอน

             และแล้วจัดท์เม้นเดย์ ก็มาถึง

วันนั้นปลายเทอม วิชาส่วนใหญ่เสร็จสิ้นไปแล้ว บางวิชาตัดเกรดเรียบร้อยด้วยซ้ำแม้ยังไม่สอบ ผมเลยมีเวลาที่จะคลุกคลีกับเธอมากขั้น พวกเรามีห้องลับหลังห้องหมวดศิลป์ มีผม เธอ กับเพื่อน ๆ สี่ห้าคนมักจับกลุ่มเล่นไพ่กัน

-โรแมนติคระดับแปดริคเตอร์-

 

โก้วเล้งกล่าวว่า เรามิได้ชื่นชอบการเล่นไพ่
แต่เราหลงไหลบรรยากาศขณะที่เธอจั่วไพ่ 
ถุ๊ย!!!

กลับมา ๆ ต่อๆ ผมคอยเชียร์เธอเล่นเพราะผมไม่เล่น จนอะไรดลใจให้ผมไปนั่งข้างๆเธอ แบบชิดใกล้ กลิ่นหอมอ่อนๆของเสื้อที่ผ่านการซักมาจนซีดและรีดด้วยไฮยีนซองสีม่วงราคาสิบแปดบาท มันทำให้ผมตกในภวังค์ เสียงเฮฮารอบข้างไม่ได้เข้าหูผม หรือเพราะกิริยาหลงไหลของผมทำให้เพื่อนเงียบลงกันแน่ก็ไม่ทราบ ผมโน้มตัวลงนอนตักเธออย่างหน้าด้าน เธอไม่ว่าอะไร พูดหยอกล้อและจั่วไพ่อย่างไม่ขัดเขิน เพื่อนร่วมวงนิ่งเงียบ เหลือกตา กรอกกลิ้งไปมามองหน้ากัน พยายามข่มท่าทางให้ธรรมชาติ ผมนอนอยู่เช่นนั้นสักพักก็ลุกขึ้น นั่งคุยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
annie-spratt-170004
 ร อ    ร อ    ร อ    ร อ     ร อ 

เมื่อไหร่เธอจะปวดเยี่ยว ปวดขี้ หิวข้าว หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้เธอเฟดตัวออกจากตรงนี้ ไปที่ไหนก็ได้ที่มีแค่ผมกับเธอ ผมทนไม่ไหว เลยชวนเธอไปโรงอาหารซะเลย เพื่อน ๆ มันก็คงรู้บอกเธอให้ไปเป็นเพื่อน

เราเดินออกมาจากห้องลับเกาจิ้ง เดินออกมาตามทางที่สมัยนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้ สายลมที่โชยเบา กลิ่นของร่มเงาสร้างบรรยากาศ สีของใบไม้ไม่ใช่สีเขียว ในสายตาผมตอนนั้นมันคือสีชมพู

ทางเดินแคบๆที่นำทางเราไปและบีบให้เราใกล้กันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ผมเดินตามหลังเธอ แล้วผมก็เอื้อมมือจับมือเธอจากด้านหลัง เธอนิ่ง แล้วค่อย ๆ หันมา ยิ้มพิมพ์ใจให้ผม ดวงตาของเธอ ณ เสี้ยวเวลานั้นละลายใจผม คำพูดจุกแน่นเป็นคอขวดในลำคอ และก่อนที่จะสำรอกคำเหล่านั้น เธอพูดขึ้นมาว่า

 

          “เราเป็นเพื่อนกันนะ”
กราฟรอยยิ้มของผมตกเกินแนวรับ นัยตาดำผมหดลีบเล็ก ใบไม้กลับมาเป็นสีเขียว ต้นไม้หัวเราะเยาะผมด้วยเสียงสั่นไหว ต้นหญ้าต้นเล็กต้นน้อยที่แหวกออกเป็นทางเดินตอนแรกมองไปตอนนี้คล้ายช่องทางที่ขับไล่ผมให้ไปจากตรงนี้ ถ้าไม่เกินไปผมมองเห็นรากต้นมะขามเทศยกตัวจากพื้นและกำลังกวักผมให้ไปนอนคุยกันที่ใต้ดินและปล่อยให้จูลินทรีย์ย่อยสลายผมให้เป็นปุ๋ยซะ

ผมจำไม่ได้ว่าเธอเดินจากไปตอนไหน เหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นยังไง ทางเดินบนพื้นหญ้ากลายเป็นร่องน้ำตาที่เอ่อท่วมเด็กชายตัวน้อยที่ไร้เรือและชูชีพ

ผมวิ่ง ในหัวฉายภาพเอ็มวีเพลง งมเข็มในทะเล ของพี่โดม กล้องแพนตามดนตรีเคล้าคลอ แต่ในความจริงผมแค่วิ่งผ่านสนามบาส ผ่านสนามตระกร้อ เหงื่อไหลเป็นสาย หน้าดำแดด น้ำตาที่ปนกับเหงื่อเค็มไหลเข้าปาก ในชุดนักเรียนที่ใหญ่เทอะทะรุ่มร่าม มองไปน่าสมเพชเหมือน สมีกอลไล่ตามแหวน

       ตอนนี้เราอกหัก ผมพูดกับตัวเอง ตามหลักอกหักมันต้องมีอะไรบ้าง? 

 -เพื่อน- ผมต้องไปหาเพื่อน ผมเปลี่ยนเส้นทางโดยปีนออกกำแพง แล่นเข้าสู่ร้านเกมส์เพื่อเรียกที่ปรึกษาของผม เปิดประตูร้านเจ๊ตั้ง -เจ๊แกชื่ออะไรไม่รู้ แต่ร้านแกชื่อตั้งได้ดี- เข้าไปสะกิดเพื่อนที่เก็บเลเวลไฟนอลฯเจ็ดอย่างเมามัน และทำเควสผสมพันธ์โจโกโบ๊ะอยู่

“เฮ้ยมึงเป็นไรว่ะ”
“กูไม่ไหวแล้วเพื่อน พากูไปหน่อย”
“ไปไหนว่ะ”
“ไปไหนก็ได้ กูอยากอินดี้”    -สมัยนั้นยังไม่มีคำว่าอินดี้ แต่เพื่ออรรถรสก็บรรยายสะ-
“เจ๊ ฝากเวลาหน่อย”

เพื่อนผมบรรจงลากผมขึ้นมอ’ไซค์ โนว่า อาร์เอส พรีเซ้นเต๊ดบาย เต๋า สมชาย คันเก่ง บึ่งออกจากที่เกิดเหตุ ตั้งใจว่าจะพาหอแก้วฯ เพราะตอนนั้นยังกินเหล้าไม่เป็น ไปหาที่นั่งคุยระบายอารมณ์เฉย ๆ ก็พอ

ผมนั่งซ้อนท้าย หลังค่อม งองุ้ม สะพายเป้เอาท์ดอร์ปลอม หน้าตาไร้ซึ่งความคูลใด ๆ นิ่ง ๆ เงียบ ๆ ครุ่นคิดขมวดคิ้วหน้าบึ้งประมาณท่านผู้นำกำลังหาทางรอดให้ประเทศ เพื่อนผมทำท่าทีเข้าใจผมโดยการไม่พูดอะไร ปล่อยให้สายลมปลอบประโลม ครั้นรถผ่านสะพานห้วยแข้ไป รถเจ้ากรรมดันโซ่ตก เสียงดังครื้ด ๆ ๆ และรถก็หยุดลง

ผมลงจากรถ มายืนทำอะไรไม่ถูกอยู่ด้านข้าง เพื่อนผมก็ก้ม ๆ เงย ๆ ส่องใหญ่ จังหวะนั้นผมดึงเข้าดราม่าน้ำตาพรั่งพรู ร้องออกมาแบบไม่อายใคร

“ทำไมว่ะ ทำไมเค้าไม่รักกู แล้วที่ผ่านมาเรียกว่าอะไรว่ะ(มึงคิดไปเองไง #สัส )มึงตอบกูหน่อย
เพื่อนผมเงียบ

“กูทุ่มเททุกอย่าง (ทุ่มอะไร) เพื่อเขา เปลี่ยนแปลงตัวเอง รักเขามากๆ ทำไมทำกับกูแบบนี้”
“กูว่ามึงใจเย็นๆก่อนเพื่อน”

“กูไม่เย็น กู…ฮือ ๆ ๆ “
“เออ ๆ ไม่เย็นก็ไม่เย็น ๆ แต่ก่อนจะเสียใจมากไปกว่านี้ มึงมาช่วยกูตั้งขาตั้งคู่หน่อย กูยกคนเดียวไม่ไหว”
อ้าว -สตันท์แปป- ฮือ ๆ  ๆ  ๆ -ร้องต่ออีก-“

ผมร้องสะอึกสะอื้นพลางเอามือจับท้ายรถยกขึ้นโดยเพื่อนผมเป็นคนเหยียบขาตั้งคู่ไว้ ภาพที่มองเข้ามาของประชาชนแถวนั่นคงเป็นเด็กน้อยสองคน พยายามซ่อมรถโดยที่คนนึงร้องไห้ทำอะไรไม่เป็น ช่างน่าสมเพชปนทุเรศสายตายิ่งนัก เจ้าเด็กน้อย ซ่อมไม่เป็นก็ไม่น่าร้องไห้เลย

-ประชาชนส่ายหน้า-

เรางมกันอยู่สักพักมือไม้เต็มไปด้วยคราบน้ำมันดำขลับเลอะเสื้อผ้า ผมลืมว่าตนเองอกหักสักพักเพื่อระดมสมองให้ผ่านวิกฤตินี้ไปก่อน และแล้วก็สำเร็จ เราดีใจที่ซ่อมมันได้ ตบไม้ตบมือกันเฮฮา

“อ้าว กูอกหักอยู่นิ!”
“เออว่ะ แต่กูพามึงไปหอแก้วไม่ได้แล้วนะโว้ย กลัวมันเป็นอีก ค่ำแล้วด้วย”
“เออ ๆ ไม่เป็นไรส่งบ้านกูก็ได้”

ผมขึ้นซ้อนท้ายมันอีกครั้งพร้อมๆ กับเรียกอารมณ์อกหักมาใหม่ บิ้วน้ำตา ก่อนถึงบ้าน น้ำตาหยดแรกก็ถูกกลั่นออกมาอีกครั้ง

“เฮ้ย อย่าคิดมากนะโว้ย”เพื่อนมันพูดก่อนเคลื่อนโนว่าอาร์เอสออกไป ส่วนผมบิ้วดราม่าแล้วเดินเข้าบ้านแล้วคิดว่าจะทำอะไรต่อ

กูต้องไปห้องน้ำ ล้างมือให้สะอาดก่อนที่จะเอาขันจ้วงน้ำมาราดหัวให้ดูเซอร์ แล้วนั่งลงพื้นสะอึกสะอื้นให้สาสม หามุมกล้องเท่ ๆ แล้วเก็บมันเข้าสู่ความทรงจำและเปลี่ยนเป็นความสวยงามเมื่อนึกถึงมัน” ผมกำกับตัวเองเพื่อจะเริ่มแอ็คชั่น แต่ยังไม่ทันเดินกล้อง แม่ผมเดินลงบันไดมา ด้วยสีหน้าที่พร้อมจะยื่นความบรรลัยมาให้ผม

“มึงไปทำอะไรมา เสื้อผ้าเปื้อนหมด”ผมอึ้ง บ้าใบ้พูดอะไรไม่ถูก
“วัน ๆ ไม่ทำห่าอะไรมีแต่ทำความเดือดร้อน”         
-อ้าว ๆ ๆ(ผมคิด)-

แม่เริ่มเดินบทสร้างความฉิบหายแก่มโนภาพของการอกหักแรกของผม

“เมื่อเช้าไปโรงเรียนกูบอกให้ล้างจาน มึงก็ไม่ล้าง มึงไปล้างให้มันเสร็จเลย”

 

chris-scott-140834



บิ้วอารมณ์ไม่ถูกเลย ขมองผมต่อต้าน

เฮ้ย! คนอกหักมานะแม่ แม่ต้องสังเกตความผิดปกติของลูกแล้วเข้าปลอบโยนสิ แม่ไม่โปรเลย มันเจ็บนะแม่ หัวใจที่สลายมันไม่พร้อมที่จะมาล้างจานนะแม่ มันไม่คูล!!! (ได้แต่คิด)

แม่ยื่นเงินให้ผมสิบบาท
ซันไลท์หมด มึงไปซื้อด้วยแล้วกูกลับมาล้างไม่เสร็จมึงตาย
ผมเดินไปซื้อซันไลท์ด้วยความเซ็ง ปนเปกับอาการอกหัก  กลับมาล้างจานไปจะร้องไห้ไป ผมบิ้วตัวเองโดยการล้างแรง ๆ เบ๊ปากพยายามบีบน้ำตา ทำท่าประกอบพร้อมเสียงกระซิก มือกระชากจานมาถูอย่างเจ็บแค้น น้ำยาซันไลท์ก็สาดกระเด็นมาโดนตากับปาก แสบตาฉิบหาย ขมก็ขม นิกูทำอะไรอยู่ว่ะ สัส!
              เออกูเลิกอกหักก่อนก็ได้วะ 

ผมพูดกับตัวเองก่อนจะตั้งใจล้างจาน แล้วขับมอร์ไซค์ไปเล่นบาสและกินน้ำเต้าหู้กับเพื่อนต่อ

ท้ายสุดเมื่อกลับมานึกย้อนไป มันสวยงามนะถึงแม้จะขมและแสบตาด้วย มันทำให้เรามีภูมิต้านทานกับอาการอกหักในครั้งต่อๆมา ว่าถึงมึงจะเจ็บแต่ทุกอย่างมันก็ต้องดำเนินต่อไป

และไม่ว่ายังไงมึงก็ต้องล้างจานอยู่ดี
 
#การอกหักที่แสนทุเรศของมนุษย์น้อยที่ไร้ความคูล

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s