เพราะโลกมันแบน #2 : ภู่มณี  ศิริพงษ์ไพบูลย์ “เพราะว่าผมมีเสียงเล่าของตัวเอง”

“งานหนังสือเดือนหน้าจะไปไหม” คำถามที่ผมใช้ทักทายชายผู้เป็น เจ้า ‘ตำหนัก’ สำนักพิมพ์แห่งเชียงใหม่ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็แสดงตัวตนที่กวน… ของภู่มณีได้ดีทีเดียว

คงไม่ได้ไปครับ- เคยไปแล้ว” 

 

 

เห็นใบหน้าเคร่งเครียดแบบนี้ ความกวนก็ใช่ย่อย

 

ภู่มณี ศิริพงษ์ไพบูลย์

ชายวัยเลยสามสิบนิดหน่อย อดีตครูสอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย ที่ผันตัวมาเป็นนักเขียนด้วยใจรัก ทำสำนักพิมพ์ รับเขียนบทความ ดูแลลูก และทำสิ่งต่าง ๆ ตามที่ใจอยากจะทำ (แต่ที่น่าหมั่นไส้ที่สุดคือการดูบอลแล้วอินจัดโพสเฟชบุ๊กทุกสามนาที)

 

CaL1etjWcAADPL6

 

รู้จักกับภู่มณี เมื่อประมาณปีที่แล้ว ผมร้องขอเป็นเพื่อนทางเฟชบุ๊ก หลังได้อ่านนิยายขนาดสั้นเรื่อง “ระยะห่างของความใกล้” ของเขา เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ประทับใจในแนวทางของเรื่อง หรือวิธีการเล่าของเขามากมายนัก (คืออ่านไปงงไป) แต่เราก็ได้พูดคุยกันเรื่อย ๆ บางทีเขาส่งข้อความสอนเทคนิคการเขียนเล็กน้อย จากนั้นผมก็ทราบว่าเป็น บรรณาธิการและทำสำนักพิมพ์ด้วย เลยคิดว่าชายคนนี้น่าสนใจยิ่งนัก

 

“ถ้าคุณอยากโตขึ้น ก็ลองหาหนังสือที่คุณไม่คุ้นมาลองอ่านกันบ้าง ผมว่า มันจะดีกับตัวคุณในอนาคตนะ”

 

ภู่มณีบอกเมื่อผมถามถึงหนังสือ “พื้นที่แปลกหน้า” ที่เขาที่เพิ่งทำเสร็จหมาดๆ ให้กับเพื่อนนักเขียนนาม สุปรีดี จันทะดี ” ว่าให้อะไร เพราะมีหลายเรื่องที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ พยายามทำความเข้าใจอยู่นานก็ไม่สำเร็จ

 

“ผมก็ไม่เก็ทนะว่าเขาจะบอกอะไร แต่คิดว่าพอหลาย ๆ เรื่องมาอยู่รวมกัน มันเหมาะดี เข้ากันดี หนังสือบางเล่มเราจะเข้าใจจนร้อง ‘อ้อ’ ก็ต่อเมื่อผ่านมันไปนาน บางเรื่องลืมแล้วก็มี”

 

56707
พื้นที่แปลกหน้า

 

ผมชะงักกับคำตอบที่ได้ คงเป็นเพราะเราอยู่กับอะไรที่คุ้นเคยมากเกินไป อ่านหนังสือของนักเขียนที่ชอบ แนวที่ชอบมากเกินไป จนทำให้ไม่มองหาหรือลิ้มลองหนังสือแบบอื่น รสชาติแบบใหม่ สิ่งไม่คุ้นลิ้นเหล่านั้น แต่เมื่อเห็นคำตอบที่ภู่มณีบอกมา ทำให้ผมได้รู้ว่า การอ่านคือการเดินทางแบบหนึ่ง เป็นการผจญภัยไปในโลกที่เราไม่รู้จัก ไม่คุ้น บางที่อาจราบเรียบ สะอาด หวานหูหวานตา แต่บางที่อาจตรงข้าม…

 

ก็ไม่แปลกใจเมื่อผมถามต่อว่า ทำไมถึงเลือกออกจากการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ทั้งที่นั่นน่าจะเป็นอาชีพที่มั่นคงกว่า คำตอบที่ได้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

 

“ตอนนั้นมีหลายอย่างที่ทำให้ตัดสินใจออกจากการเป็นอาจารย์ ทั้งอยากเป็นนักเขียน อยากเอาเวลามาสอนลูกตัวเองเพราะเป็นอาจาย์สอนคนอื่นมานาน อีกทั้งรู้สึกว่าตัวเองบรรลุเรื่องการสอนแล้ว”

 

บรรลุ?” ผมสงสัยกับศัพท์แสงที่เขาใช้

“ใช่ครับ ตอนแรกผมลาออกไป แล้วกลับไปสอนอีก คราวนี้ผมสอนได้สองเทอม ก็ลาออกอีก รอบนี้ออกจริง เพราะวิธีที่ผมใช้สอนมันค่อนข้างได้ผล คือก่อนหน้านี้ไม่นาน- ก่อนที่จะลาออกแบบถาวรน่ะนะ- ผมไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า The Ignorant of school master แล้วก็เก็ตเลยว่า คนเรามันจะเข้าใจอะไรได้มันต้องมาจากตัวเอง ก็เลยได้การสอนในแบบที่ไม่สอนมา คือไม่ต้องสอนน่ะครับ ไม่ต้องเล็คเชอร์ เขียนกระดานอะไรสักอย่าง”

“อ้าว” ผมยิ่งงง

“ไม่ต้องเตรียมการสอนด้วย” ภู่มณีพูดต่อ “แต่เราเป็นเพื่อนเขาเลย- หมายถึงเป็นเพื่อนกับนักศึกษาแบบนั้นน่ะครับ แล้วเรียนไปพร้อมๆ กัน ไม่เข้าใจก็ปรึกษากัน ทีนี้ ปกติคาบเรียนมันประมาณชั่วโมงครึ่งใช่ไหมครับ แต่ผมคิดว่า คลาสเราตอนนั้นแม่ง 24 ชั่วโมง เลย

คือแช็ตเฟชบุ๊กคุยกันถามนู่นนี่ บางคนชอบเรียนเองตอนเที่ยงคืน ตีหนึ่งบ้างก็มี และผมก็นอนดึก บางคนก็เข้ามาถามนู่นนี่ เราก็ตอบไป แต่ไม่ได้สอนหรอก บอกลองไปดูนี่สิ ลองอ่านดู เดี๋ยวก็เข้าใจ เหมือนแนะนำให้เขาน่ะครับ

แรกๆ ก็งงว่าอาจารย์เพี้ยนหรือเปล่า แต่พอเขาเริ่มเรียนกับเรา เขาบอกว่า เออ เข้าใจกว่าเรียนกับอาจารย์คนอื่น ซึ่งจริงๆ ผมไม่ได้สอนเขาเลยนะ เขาไปอ่านเอง เรียนเองทั้งนั้น เขาแค่มาปรึกษาเราว่า จะหาคำตอบจากข้อสงสัยที่เขาสงสัยแค่นั้นเอง”

“แล้วผลที่ได้เป็นไง?”

“ผลสัมฤทธิ์มันดีนะ A ครึ่งห้องเลย ข้อสอบกลางด้วย สอบอย่างเดียว ไม่มีจิตพิสัย เข้าห้องเรียนไม่ต้องพูดถึง แล้วแต่สะดวก แต่ผมอยู่ประจำจนหมดเวลาทุกคาบนะครับ เดี๋ยวหัวหน้าไม่ให้เงินเดือน ซึ่งพอเป็นไปได้อย่างใจก็เลยลาออกจริง ๆ เพราะจะเอาเรื่องนี้แหละ มาเขียนนิยายเล่มหน้า  อยากกระจายวิธีสอนแบบนี้ แต่อยากทำออกมาในแบบนวนิยาย ผมว่ามันน่าจะสื่อสารได้ดีกว่า”

สำหรับผมแล้วสิ่งที่ภู่มณีทำค่อนข้างมุทะลุ ไม่เห็นด้วย เพียงเพราะคิดว่าทำได้แล้ว จึงทิ้งสิ่งที่มั่นคง ออกไปเผชิญสิ่งที่ไม่แน่นอน แม้เป็นสิ่งที่ตนเองอยากทำแต่ก็ดูเป็นการเสี่ยงเกินไปที่จะเลือกเส้นทาง “นักเขียน” เพื่อดำรงค์ชีพ เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าอาชีพนี้เปราะบางด้านรายได้เพียงใด

“ที่ทำแบบนี้ ทางบ้านพอมีฐานะใช่ไหม?”

“ครับ” คำตอบกลับมาอย่างเรียบง่ายและทรงพลัง ทวีความหมั่นไส้อีกเป็นกอง ผมได้ใคร่ครวญถึงสิ่งที่ภู่มณีได้ทำ ซึ่งเมื่อคิดอย่างรอบคอบแล้ว ไม่ใช่ว่ามีฐานะแล้วจะทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างคือการกล้าลงมือทำต่างหาก รู้ว่าตนเองมีอะไร ใช้สิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเองและคนรอบข้าง เลือกเดินในเส้นทางที่เป็นไปได้ มีความสุขในสิ่งที่ทำ รักในเส้นทางที่ตนเองเดิน

 

ครอบครัวแสนน่ารักของภู่มณี

 

ลองคิดกลับกัน ว่าถ้าผมเป็นเขาจะกล้าทำเช่นนี้ไหม ในทางทฏษฎีมันเป็นไปได้ แต่ในชีวิตจริง คุณจะต้องเจอสายตาเหยียด ความคิดหยาม (แบบที่ผมพึ่งคิดไป) อีกทั้งการจัดการกับตัวเอง ไลฟ์สไตล์ ทุกอย่างแทบจะเปลี่ยนไปทั้งสิ้นเมื่อคุณต้องเปลี่ยนงานจากทางลาดยางเป็นสะพานที่สั่นคลอนตลอดเวลา มันไม่สนุกหรอกถ้ามีคนมาพูดว่า “บ้าหรือเปล่าที่ทำอย่างนั้น” หรือ “คิดยังไงถึงเลือกแบบนี้” ถึงแม้เขาจะโชคดีที่ พ่อ แม่ หรือแม้แต่ภรรยาเข้าใจ แต่เชื่อสิ การแบกความฝันมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยิ่งมีต้นทุนสูงกว่าคนอื่นเท่าไหร่ ความคาดหวังในผลที่ได้ก็สูงตามมากเท่านั้น

 


 

   “เละ!” ภู่มณีบอกผมเมื่อถามถึงเส้นทางนักเขียน

   “อยู่ดีๆ ก็นึกอยากเขียน –เป็นคำตอบที่น่าหมั่นไส้อีกอัน- วันนั้นเดินอยู่ เป็นช่วงสอบเสร็จแล้วได้สองสามวันนี่แหละ  ไม่อยากกลับบ้านด้วย อยากอยู่หอคนเดียว แล้วก็คิดว่า เห้ย! ชีวิตนี้กูจะตั้งเป้าอะไรดีวะ สุดท้ายก็คิดว่า  กูต้องกำกับหนังสักเรื่องให้ได้ เพราะชอบดูหนังมาก อยากกำกับเอง แต่ก่อนอื่นก็ต้องอ่านหนังสือก่อนไง เขียนบทก่อนไรงี้ใช่ไหมครับ ก็เลยเริ่มอ่านหนังสือแบบบ้าพลังมาก

ตอนแรกอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับหนังก่อน จำได้เลยเล่มแรกที่อ่านคือ ภาพไม่นิ่ง ของพี่คุ่น (ปราบดา หยุ่น) แล้วทีนี้ อ่านแล้วแม่งเสือกชอบไงครับ ชอบที่พี่คุ่นเขียน แล้วก็ไปไล่อ่านงานแกทุกเล่มเลย แล้วจากนั้นก็ไม่คิดอยากจะทำหนังแล้ว เขียนหนังสือนี่แหละ ง่ายกว่าด้วย แล้วเริ่มเขียนแล้วส่งไปไต้ฝุ่นคาเฟ่เลยครับ สมัยนั้น ได้ลงทุกครั้งด้วยนะ (อวด) ”

ผมคิดว่าการเริ่มในทุกสิ่งไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก เพราะจากที่เขาเล่า หนังสือเล่มแรกที่ภู่มณีตีพิมพ์ เป็นหนังสือที่ลงทุนเองทุกอย่าง โดยมีบรรณาธิการ เป็นพี่ ๆ ที่รู้จักกันของสำนักพิมพ์ “1” เอาไปทำรูปเล่ม หนังสือบทความเล่มแรกของภู่มณีก็คลอดออกมา แน่นอนครับ เจ๊ง!

ต่อมาทีมบรรณธิการทีมเดิมก็บอกให้ลองเขียนเรื่องสั้น ภู่มณีก็ซัดใส่เต็มเหนี่ยวแบบไม่ยั้ง ภู่บอกด้วยสำเนียงปนสุขว่า “เล่มนี้ดีขึ้น” แต่อาจเป็นเพราะมีปัจจัยอื่นมาสนับสนุนเนื่องด้วยมีการออกแบบแพ็คคู่กับคุณ “แดนอรัญ แสงทอง” ชื่อเรื่องว่า “แด่เธอคนนั้น คนที่ผมพบเมื่อวานนี้” กับ “ตำนานเสาไห้” จากนั้นเส้นทางนักเขียนของภู่มณีก็เริ่มขึ้น จนกระทั่งลาออกจากการเป็นครูมาทำงานเขียนอย่างจริงจัง 

 

สำหรับผมแล้วบอกตามตรงว่าเคยอ่านเรื่องสั้นของภู่มณีอยู่สองสามเรื่อง ส่วนตัวคิดว่าเป็นแนวแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนเขียน นึกย้อนกลับไป อารมณ์คล้าย ๆ สมัยหัดอ่านมูราคามิ มันเป็นความแปลก แบบที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว ซึ่งของมูราคามิผมปรับตัวได้แล้ว แต่ของภู่มณี คงต้องอีกสักพัก

 “มีคนบอกไหมว่าอ่านหนังสือภู่ไม่รู้เรื่อง” ผมถามตรง ๆ

“บ่อยครับ” ภู่มณีตอบอย่างสบายใจ คล้ายไม่ได้หยี่ระกับความคิดเห็นของผู้อ่านมากนัก แต่ผมคิดว่าเป็นข้อดีนะ ถ้าวันนี้เราวิ่งตามคนอ่าน เราก็คงไม่เจอตัวตน เช่นกัน มูราคามิบอกว่า ไม่มีงานเขียนใดสมบูรณ์แบบ ไม่ใกล้เคียงด้วยซ้ำ จงเขียนตามใจตัวเอง

ภู่มณีก็คล้ายกันเขียนตามแนวทางของตน งานแบบนี้เหมือนเล่นโยคะ พวกเตะบอล เล่นบาส ก็สงสัยว่า การทำท่าประหลาด ๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรงได้หรือ มันเป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้ ผู้ฝึกต้องเข้าไปคลุกคลีให้เข้าใจแล้วจะสนุก เหมือนหัวเผือกหัวมัน ที่ดึงออกมาจากดินใหม่ ๆ ไม่รู้หรอกว่ามันกินได้ อร่อยด้วย แต่ต้องผ่านกรรมวิธี เคาะเศษดินเศษทรายให้หมด นำไปนึ่ง ไปย่าง ผ่านร้อนเย็นจนกินได้

 

“ผมคิดว่าผมมีทางเป็นของตัวเอง อินดี้มั้ง ใคร ๆ เขาเรียกแบบนั้น ผมเองมักส่งงานให้จิรัฏฐ์ (จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์) อ่าน ขานั้นตัววิจารณ์เลย ซึ่งผลออกมาก็น่าท้อใจ แต่เขาบอกตรง ๆ ไง งานเราดีหรือไม่ดีอย่างไร สิ่งที่โดนบ่อยสุดเป็นเรื่องการที่เราเขียนไม่สุดมากกว่าคือแบบ อยากให้อธิบายอีกนิด เค้นอีกหน่อย ผมติดเขียนแบบเฮมิงเวย์มา แล้วทำได้ไม่ดีเท่าเขา มันเลยกลายเป็นจุดอ่อน คือมันไม่เฉียบคม เหมือนว่าเรามีเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบในหัวของเราไง แต่ใช้อารมณ์เล่า ตัดโน้นนี่ออกจน คนอื่นอ่านไม่รู้เรื่อง แบบว่าเขียนเข้าใจคนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องของการเล่าไม่ได้เกี่ยวกับสไตล์การเขียน เมื่อเราได้คำวิจารณ์มา ก็มาปรับตามที่เราสมควรปรับ ซึ่งนอกจากนั้นยังส่งให้พี่ภู (ภู กระดาษ) อ่านอีกคน ” ภู่มณีเล่าถึงผู้คนที่ช่วยกันขัดเกลาเขา

 

   “แล้วเป็นไง?” ผมถาม

   “เละกว่าจิรัฏฐ์”

 

จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ และ ภู กระดาษ

 


 

“ทำสำนักพิมพ์เป็นไงบ้าง” ผมถามด้วยอยากรู้

“ก็ดีนะ เราทำออกมาขายหมดทุกเล่ม”

“รวยเลยสิ”

“ไม่ เราพิมพ์ครั้งละร้อยเล่ม มากกว่านี้ไม่เอา กลัวขายไม่หมด”

 

ภู่มณีสร้างความสงสัยให้ผมอีกครั้ง เขาเล่าว่าแนวทางของสำนักพิมพ์ของเขาคือออกบ่อย ๆ ปีละ ๕-๖ ปก พิมพ์ครั้งละร้อยเล่ม กำไรประมาณปกละสามพันบาทคนละครึ่งกับนักเขียน เข้! ผมอุทานด้วยสงสัย คือแล้วแบบนี้จะพอค่าใช้จ่ายได้อย่างไร ภู่มณีอธิบายว่า การทำสำนักพิมพ์มันมีหลายแบบ สิ่งที่เขาเลือกทำนั้นมันคือใจรักมากกว่า เขาเลือกนักเขียนที่ชอบ เขียน ทำรูปเล่ม ทำโฆษณาได้ด้วยตัวเอง มีนักอ่านเฉพาะกลุ่ม ซึ่งก่อนจะพิมพ์ค่อนข้างมั่นใจว่าหมดแน่ ๆ แล้วจึงทำออกมา ไม่มีการพิมพ์ซ้ำ เพราะกลัวไม่หมด (ก็เราทำธุรกิจนี่)  มันเหมือนงานอดิเรก สำนักพิมพ์ที่จริงแล้วคือตัวภู่มณีเอง ไม่ได้ต้องการกำไร บางเล่มให้นักเขียนออกทุนเอง เขาดำเนินการติดต่อให้ ขายได้ก็ให้นักเขียนหมด รายได้หลักจริง ๆ ของภู่มณีคือการเขียนบทความ “พอใช้แต่ไม่พอแบ่ง ดูแลตัวเองได้แต่ช่วยใครไม่ได้” เขาบอก ซึ่งดูแล้วเขาก็มีความสุขกับสิ่งที่ทำ สุดท้ายเขาก็ยังยืนยันว่า เขาทำหนังสือไม่เจ๊ง การันตีขายหมดด้วยซ้ำ

 

“มีนักเขียนในดวงใจไหม?”

“คิดก่อน… มีพี่คุ่นไง คนนี้แรงบันดาลใจเลย”

“แล้วคนอื่นล่ะ!”

“ไม่รู้สิครับ ตอบยาก นักเขียนทุกคนออกหนังสือมามีดีบ้างไม่ดีบ้าง มีพี่คุ่นนี่แหละที่ผมอ่านแล้วชอบทุกเล่ม ”

“แล้วคิดไงกับนักเขียนบ้านเรา?”

“อืมจะว่าไง” ภู่มณีเริ่มแสดงทรรศนะ “นักเขียนไทยอ่อนไหวเกินไปนะผมว่า คือพอมีเรื่องอะไรมากระทบใจ มีเหตุการณ์ไหนมากระเทือนนิดหน่อยก็หมดอารมณ์หยุดเขียน แทนที่จะเขียนสู้ เรื่องแบบนี้ต้องไฟท์ ให้ถึงที่สุด เอาสิ่งที่พวกเรามีสิออกมาต่อสู้ และงานที่ตนเองทำก็ต้องทำต่อ ต้องขยันกว่านี้ ไม่ใช่ไปต่อต้านจนลืมปากลืมท้อง ลืมลูกเมียไปเลย รวมถึงผมด้วยแหละ คือผมเห็นไม่กี่คนเอง ที่สามารถเรียกได้ว่านักเขียนอาชีพ อย่าง ปองวุฒิ นี่คือตัวอย่าง คนนี้ของจริง”

“แล้วนักอ่านล่ะ”

“น่ารักนะ แต่บางครั้งเขาก็มากไป เขาคาดหวังภาพลักษณ์ของนักเขียนด้วย คือมองนักเขียนว่าดีจนนักเขียนทำผิดไม่ได้ เหตุผลมาจากสังคมเรานี่แหละที่ให้ค่าภาพลักษณ์มากกว่าผลผลิต อย่างเช่น เราแทบไม่สนเลยว่าเด็กจะเก่ง แต่ส่วนใหญ่อยากให้เป็นคนดี แล้วพอพูดถึงความเป็นคนดี มันก็จะถูกครอบด้วยภาพลักษณ์โบราณ ซึ่งแม่งตลกนะ แปลกดี คือจริงๆ เราคิดว่า คนที่เรียนเก่งบอกอะไรได้หลายอย่างมากกว่า อาทิ การมีความรับผิดชอบ ซึ่งผมมองว่าคนละเรื่องกัน เขียนดีก็ส่วนเขียนดี นิสัยก็อีกเรื่อง ผมชอบงานเขียนของนักเขียนบางคนแต่ไม่ชอบนิสัย หรือเนื้หาบางช่วงไม่ชบ แต่ต้งยมรับว่า เขียนดี อันนี้ต้องแยกให้ออก”

จุดที่ภู่มณีหยิบมาบอกผมนี้สะท้อนบางอย่างของนักเขียนบ้านเราได้ดีทีเดียว ทำให้ผมตั้งคำถามว่า ในเวลาที่บ้านเมืองอ่อนไหวเช่นนี้ นักเขียนยิ่งต้องทำมากกว่าเดิม แต่เมื่อหยุดเขียนไป ก็ส่งผลกระทบหลายอย่าง ทั้งคุณภาพงาน ความต่อเนื่อง รวมถึงรายได้ แต่ก็ใช่ว่าความเห็นนี้จะถูกต้องทั้ง เพราะอย่างไรเราก็ไม่สามารถตัดสินผู้อื่นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

 

ปราบดา หยุ่น นักเขียนผู่เป็นแรงบันดาลใจให้ ภู่มณี

 

ภู่มณีเล่าให้ฟังอีกว่า สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเรามีดราม่ารายวันเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมากจากการไม่เคารพสิทธิของกันและกัน ชอบเอาความคิดของตนไปมอบให้คนอื่น คือใช่ เรื่องสิทธิที่เราจะคิดจะทำอะไรก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปบังคับให้คนอื่นเชื่อตามว่าสิ่งที่เราทำ เราคิดนั้นดีที่สุด “การไม่เสือก” ก็เป็นคุณค่าอย่างหนึ่งที่เราควรจะมี

 

หลังจากคุยกับภู่มณี สิ่งที่ผมรู้เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างคือ เส้นทางการเดินทางของแต่ละคนนั้นไม่มีคำว่าง่าย ถึงจะมีต้นทุนก็ใช่ว่าจะสำเร็จง่ายกว่าคนอื่น ตัวผมเองยอมรับว่าอยากเป็นนักเขียน อยากมีผลงานออกมาให้คนอื่นได้อ่าน แต่ก็มักจะหาข้ออ้างเสมอว่า ไม่พร้อม ติดนั่น ติดนี่ หรือ ใช่สิ! เขาพร้อมกว่านี่ หรือ อะไรแบบนี้มาอ้างเสมอ เพียงเพื่อหลบลี้ หนีจากความไม่เก่ง ไม่กล้าของตนเอง ยิ่งเมื่อพิจารณาจากความกล้าทำของภู่มณีด้วยแล้ว ยิ่งเหมือนตอกย้ำว่าผมอ่อนแอยิ่งนัก

 

การคุยกับภู่มณีครั้งนี้ผมคิดว่าได้แรงผลักบางอย่างให้อยากลองทำในสิ่งที่ตนอยากทำบ้าง อยากฉีกกรอบที่ตัวผมเองเอามาครอบตัวผมไว้ออก และ กลับมาคิดว่า บนข้อจำกัดที่เรามีนั้น เราจะทำอย่างไรให้เคลื่อนไปข้างหน้าได้ หาช่องทางของตัวเอง เลือกทางเดินแล้วก็เดิน เราจึงจะมีผลงานที่เรียกได้ว่า เป็นของเราจริง ๆ

“อยากฝากข้อความถึงนักอ่านหรือแนะนำผลงานอะไรไหม?” ประโยคคำถามท้าย ๆ ที่ผมถามภู่มณีก่อนจะจบการพูดคุยวันนั้น

ไม่ล่ะครับ ผมว่าผมพูดเยะแล้ว ยากให้อ่านหนังสืมากกว่าบทสัมภาษณ์”

“แล้วอยากฝากอะไรถึงนักเขียน”

 

“อันนี้รอให้ถามเลย อยากฝากถึงเพื่อนนักเขียนที่ยืมเงินไปว่า เอามาคืนโว้ย!”

 


 

#imonkeyblog

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s