Japan Diary ขรุขระ ณ ปลาดิบ #1 : เที่ยว?

1406787795657

 

“แล้วเราจะมีเงินซื้อของไหมเนี่ย” ก้อยถามในขณะที่ผมนอนดูเพดานคิดว่าหลังจากกลับมาจากเที่ยวเราจะมีเงินใช้จ่ายไหม

ไม่แปลกที่ผมจะโมโห เพราะใช้ความคิดแทบตายเพื่อจะหาทางผ่านช่วงวิกฤตนี้ไป และไม่แปลกที่เธอจะโกรธเพราะกี่ครั้งในชีวิตนี้กันที่เราจะได้ไปเที่ยวต่างประเทศ ความโวยวายเสียงดังเพื่อบอกให้เธอเงียบ การใช้อำนาจทางกายและความเป็นผู้นำทางครอบครัวอาจทำให้เธอหยุดพูดได้ แต่ไม่สามารถทำให้เธอหยุดคิด

-ผมเชื่อเช่นนั้น-

 

สิบห้านาทีหลังจากเธอเงียบ ผมเข้าไปปลอบใจเธอ บอกเธอว่า ตอนนี้เราไปด้วยความไม่พร้อม เราไปด้วยโอกาสที่ต้องคว้าจับ กับการเดินทางไปญี่ปุ่นที่บริษัทหยิบยื่นให้แค่ตัวผม และการจะพาครอบครัวไปด้วยก็ใช่ว่าจะถูก เงินเกือบสี่หมื่นพร้อมกับเครื่องแต่งกายกันหนาว ค่าจิปาถะไปกลับกรุงเทพฯ ที่บริษัทไม่ได้สนับสนุนให้ภรรยา บวก ลบ หาร คูณ ก็ห้าหมื่นแน่ๆ ไม่รวมที่จะใช้จับจ่ายซื้อของที่แดนอาทิตย์อุทัย เป็นหนี้ที่หนักเอาการแม้บริษัทให้ผ่อนได้โดยหักจากเงินเดือน นั้นก็แสดงว่าหลังจากกลับมาผมจะไม่มีเงินเดือนเข้าให้ใช้จ่ายพอเพียงสามเดือนเป็นอย่างต่ำ อาจลากยาวสี่ถึงห้าเดือนเพราะคงต้องไปหยิบยืมมาดำรงค์ชีวิตในระยะที่ไร้เงินเข้าบัญชี

การคิดว่าจะได้รับความสุขจากทริปเช่นนี้กลับกลายเป็นมหาทุกข์ที่คิดกันไม่ตกที่เดียว…

แต่ก็เข้าใจถึงความรู้สึก ว่าไม่มีใครหรอกแม้กระทั่งผมเองที่จะไปเยือนเมืองแห่งความฝันโดยที่ไม่อยากได้อะไร ยิ่งเป็นญี่ปุ่นเจ้าแห่งมังงะและเทคโนโลยี เกม ที่เติบโตมาพร้อมกับผม ก็ยิ่งยากเข้าไปอีกร้อยเท่าพันทวี จะให้ไปเดินชมเชยด้วยความรู้สึกไร้ความอยากได้ บอกได้เลยว่าเป็นไปไม่ได้ “สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือวางแผนจำกัดเป้าหมายที่อยากได้และวางงบประมาณที่พอเหมาะตามกำลังเท่าที่จับจ่ายได้” ผมบอกเธอ “ยังไง?” เธอถามด้วยเสียงเศร้าสร้อยปนความหวังจากคำพูดที่ผมหยิบยื่นให้

“ประหยัดจากการซื้อเสื้อผ้าที่จะใช้ไป เสื้อกันหนาว เครื่องแต่งกายและบางอย่างอาจจะต้องหาหยิบยืม”

“จากใคร”

“ไม่รู้” ผมบอก…

ผมคิดได้แค่นี้แต่ยังมีเวลา เข้าใจว่าใครก็อยากใส่เสื้อผ้าที่ตนเองอยากใส่แต่การจะซื้อหาเสื้อผ้าที่น่าจะเรียกว่าใส่ครั้งเดียว ถือว่าราคาสูงและกินงบประมาณที่เรามีมากเกินไป ผมบอกให้เธอคิดว่าเมื่อเราไปที่นั่นที่นี่ เราเคยสนใจเสื้อผ้าที่คนอื่นใส่ไหม

คำตอบคือ ไ ม่

เราสนใจเสื้อผ้าที่เราใส่ ดังนั้นการที่เราจะใส่อะไรไปก็ไม่ได้มีความสำคัญกับคนอื่นมากนัก ลดอีโก้กับจารีตแห่งการอวดอ้างลง เพื่อจะได้ซึมซับบ้านเมืองอื่่น เราไปดู เราไม่ได้ไปโชว์ ไปเรียนรู้ ไม่ได้ไปให้บทเรียนใคร ไปเพื่อให้ได้มา ไม่ได้ไปเพื่อมอบอะไรให้ใคร เธอพยักหน้าแต่ก็ยังไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่ผมบอกมากนัก แต่ผมคิดว่ายังมีเวลา ลองดู

 

362fe90d0d03588b8275898be9b84ca4

จากนั้นไม่กี่วันผมกับก้อยต่างติดต่อหาผู้คนที่เคยไปต่างประเทศในช่วงหนาว สอบถามเรียนรู้ และหยิบยืม จากความไม่พอใจในความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง กลับกลายเป็นความสนุกที่เราสามารถสรรหาสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยการยืมหรือด้วยราคาที่น้อยที่สุดที่เราจะเสียได้ เสื้อผ้ากันหนาวสี่ชุด ถุงมือ ถุงเท้า รองเท้า ชุดลองจอน ต่าง ๆ ถูกลำเลียงมาจากที่ต่าง ๆ จนมากเกินพอ ทุกคนดีใจที่จะให้เรายืม ภูมิใจที่ได้ใช้มันมากกว่าจะหมกให้ราขึ้นและมีกลิ่นอับในตู้ของหรูหราที่ไม่ได้เปิดให้ใช้ เราทั้งคู่ก็ดีใจและขอบใจกับเมตตาครั้งนี้

เหล่านี้สอนให้เรารู้ว่าทุกอย่างมีทางออก เพียงแค่คิดและใส่ใจกับมัน ถามว่าอยู่ในวิกฤติเช่นนี้เรายังมีกระจิตกระใจออกเที่ยวกันเหรอ ตอบว่าไม่ครับ แต่ตอนที่เราลงชื่อตกลงนั้น มันก่อนหน้าที่เราจะเป็นแบบนี้นานพอควร บริษัทให้เรายื่นเรื่องล่วงหน้าเป็นปี และเธอเองก็บอกว่าพลาดแล้วที่ตัดสินใจไปด้วย ผมไม่ว่าอะไรเธอ เพราะถ้าเป็นผมก็อยากไปอย่างแน่นอน และอย่างน้อยเราก็บรรลุฝันอย่างหนึ่งในชีวิตกับการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้

ตอนนี้ผมกับเธอคิดแค่ว่ากลับมาเราจะทำอะไรกันบ้าง ประหยัด อดออมหรือทำอะไรได้อีก เตรียมใจซึมซับความสุขที่กำลังจะมาในอีกไม่กี่วัน สนุกกับมันอย่างที่สุด ลืมความไม่มีและลบอาการน้อยใจออกไปชั่วคราว สุดเหวี่ยงและทำในสิ่งที่เราทำได้ให้ดีที่สุด

ผมเองอยากขอโทษเธอที่ไม่สามารถเลี้ยงเธอและลูก ๆ ได้ดีอย่างที่สัญญากับเธอไว้ตอนแต่งงาน ไม่สามารถช่วยให้สุขสมหวังเป็นจริงอย่างที่ให้คำมั่นตอนที่พาเธอมาร่วมชีวิต แต่คงต้องสัญญาอีกครั้งและอีกครั้งว่าจะทำมันให้สำเร็จด้วยทุกวิธี และวิถีทางของเรา เหมือนเรื่องการทำตาม New Year Resolution ที่ผมทำแล้วเริ่มไม่ทำหรือเลิกไป ผมคิดได้ว่าเราทำไม่ได้ตอนนี้ใช่ว่าเราจะทำไม่ได้เลย อ่อนแรงไปใช่ว่าจะล้มตาย ขอเพียงเรายึดหลักและเดินตามเป้าหมาย คงจะมีอะไรดีขึ้นบ้างแหละ

New Year Resolution ที่ตั้งไว้อาจอ่อนแอแต่ก็เริ่มใหม่ได้ พยายามจนกลายเป็นนิสัย แล้วปีต่อ ๆ ไปก็ง่ายขึ้นเอง ส่วน Life Resolution ก็ต้องแก้ ต้องฝึก ต้องมีวินัย “น่าจะมีอะไรดีขึ้นบ้าง” คือคำที่เราทั้งสองส่งมอบให้กัน
ตั้งแต่วันที่เรียก “เค้า” แทนตัวเราเอง และเรียก “ตัวเอง” แทนตัวของเธอ เราก็กลายเป็นคน ๆ เดียวกัน ที่ต้องก้าวเดินและมุ่งไปข้างหน้า ไม่ว่าจะลำบนลำบาก และไม่ว่าจะตรากตรำแค่ไหน ยิ่งมีเด็กน้อยที่กำเนิดจากความรักของสองเราแล้สว สิ่งที่ต้องท่องและจำจำไว้เสมอนับจากวันนั้นคือ
“ตัวเอง” ไม่ได้แปลว่าตัวเราคนเดียวแล้ว…

ลิง

29.1.2017

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s