Where we’re dancing in our tears-ในที่ซึ่งเราเริงระบำ ท่ามกลางหยาดน้ำตาของเราเอง

cb8tgafow38-larm-rmah



 -1- 

“Tonight, just the two of us, so forget the world for a while.” 
– Walk you home

Please open an OST.

 
“นายชอบเราแค่ไหนเหรอ?” 
     เธอถามผมในคืนเดือนมืดที่เต็มไปด้วยแสงดาวเช่นคืนนี้ ผมยังจำคำตอบที่ผมบอกเธอได้เป็นอย่างดี และถ้อยสนทนาต่อมาก็เปลี่ยนความหมายการมองดวงดาวของผมไปให้ต่างจากเดิม

     ลมหนาวเคลื่อนไหว พัดต้นหญ้าริมถนนพริ้วราวกับหยอกล้อกัน เบื้องหน้าเราคือทุ่งนาว่างเปล่าหลังฤดูเก็บเกี่ยว มีเพียงแสงกระพริบเป็นจังหวะของไฟเลี้ยวรถมอร์’ไซค์ที่เปิดค้างไว้เพื่อเป็นสัญญาณให้เพื่อนที่มาช่วยรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้

     ผมได้รับหน้าที่ตามบทบาทที่วางไว้ให้มาส่งเธอถึงบ้านอย่างปลอดภัยหลังงานวันเกิดเพื่อน ซึ่งทุกคนก็เหมือนจะเชียร์ผมอยู่ไม่น้อย 
ไม่มีใครไม่รู้ว่าผมชอบเธอ เช่นกัน ไม่มีใครรู้ว่าเธอคิดเช่นไร 

     บ้านเธออยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณสิบกิโลเมตร ถนนลาดยางสองเลน ขรุขระ ชนบทเช่นนี้หาถนนหนทางที่เรียบสวยไม่ได้หรอก ผมขับ มอร์’ไซค์ ออกจากงานตอนประมาณสี่ทุ่มนิด ๆ ท่ามกลางเสียงแซวจากเพื่อน ๆ เธอนั่งซ้อนด้วยอาการเขินอาย มืออุ่นแตะแผ่นหลังของผมอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง 

เมื่อขับเลยตัวเมืองพ้นแสงไฟถนนหลวงมาสักพัก ก็เลี้ยวเข้าถนนแคบเขตชนบท เส้นทางมืดมาก มองเกือบไม่เห็นอะไรเลยนอกจากแสงไฟรถของเรา เธอขยับเข้ามาใกล้คงเพราะอากาศที่หนาว ก่อนที่คางเรียวของเธอจะมาเกยที่ไหล่ซ้ายผม 

ความอบอุ่นอบอวลเกิดขึ้นในพื้นที่ว่างระหว่างแผ่นหลังของผมและ หั ว ใ จ ข อ ง เ ธ อ 

หากคิดแบบเข้าข้างตัวเองก็น่าจะเป็นสัญญาณอะไรสักอย่างแน่ ๆ ผมขับรถช้าที่สุดเท่าที่จะขับได้ คล้ายอยากให้มันหยุดเพียงตรงนี้ อ้อนวอนให้พื้นถนนขรุขระเบื้องหน้ากลายเป็นโคลนตมที่เหนียวหนืด ฉุดรั้งเราไม่ไห้ไปไหน 

และกอดเก็บห้วงเวลานี้ไว้นิรันดร์




-2-
 “Yesterday I saw a lion kiss a deer. 
Turn the page maybe we’ll find a brand new ending.” 
-Lost Star-


ฉันเงยหน้ามองดวงดาวที่แข่งกันขับความเด่นในคืนไร้จันทร์ผ่านหน้าต่างห้องครัวที่รุงรังด้วยผักมากมาย เขียงอันใหญ่ และน้ำสลัดขวดแบบไร้ไขมัน 
ทำไมฉันถึงระลึกถึงคืนนั้นในตอนนี้ด้วยนะ ? 

     วันนั้นเป็นวันเกิดเพื่อนที่แสนสนุก ฉันไม่ได้ออกจากบ้านตอนกลางคืนบ่อยนัก และเป็นวันที่ฉันทำใจว่าอาจต้องพูดอะไรบางอย่าง สิ่งที่ฉันเก็บไว้มานาน… 

สี่ทุ่มเขาอาสาจะไปส่งฉัน เพื่อนผู้ชายส่งเสียงโห่แซวกันใหญ่ เพื่อนหญิงเจ้าของงานวันเกิดเดินมาส่งฉันให้ขึ้นรถราวกับทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว ฉันหน้าแดงกับบรรยากาศและเสียงหยอกล้อ 
แสร้งหน้าทำเป็นประหลาดใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น 

     รถเคลื่อนออกจากบ้านเพื่อนช้า ๆ มีความมั่นคงและระมัดระวังโอบกอดแบบหลวม ๆ กลิ่นความอบอุ่นแผ่จากแผ่หลังเขา ฉันเอามือแตะไหล่เขา ก่อนร่างกายฉันจะค่อย ๆ ขยับไหลเข้าใกล้กันแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
 
รู้ตัวอีกทีคางฉันก็เกยที่ไหล่ซ้ายของเขา 
ฉันหลับตารับลมอ่อนเย็นจากรถที่เคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าและเนิ่นนาน

ท่ามกลางความมืดรถของเขากระตุกและดับไป “เฮ้ยเป็นไรว่ะ” เขาบ่นเชิงโมโหก่อนประคองรถจอดข้างทาง เขาพยายามติดเครื่องอยู่สักห้านาที ก็หยิบโทรศัพท์มือถือโทรบอกพิกัดเพื่อนให้เอารถมารับด้วยน้ำเสียงปนหอบ  

“ขอโทษนะ รถไม่น่าเสียเลย”
“ไม่ได้วางแผนอะไรใช่มั้ย” ฉันถามแซว
“บ้าเหรอ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น” เขามองหน้าฉันแบบกังวลกลัวว่าฉันจะไม่เชื่อ  

“ไปนั่งตรงนั้นกัน”  เขาชี้ไปที่เพิงไม้ริมทางใกล้ ๆ รถเรา ฉันเดินไปก่อนแล้วเขาเข็นรถตามมา ฉันนั่งมองดูอาการเก้ ๆ กัง ๆ ของเขาแล้วอดขำไม่ได้ แปลกที่ฉันไม่มีความกลัวเลย คงเพราะตลอดเวลาที่อยู่ใกล้กัน เขาไม่เคยมีแววตาประสงค์ร้ายเลย 

ฉันหวังว่าเขาจะไม่ใช่สิงโตที่เก่งขนาดหลอกกวางขี้กลัวตัวนี้ได้ มันคงเป็นตอนจบที่ไม่ค่อยสวยสินะ ถ้าหากเป็นเช่นนั้น
 
     ฉันเสสายตาออกมามองจุดบรรจบระหว่างขอบฟ้ากับพื้นดินสีดำ เป็นวันที่ดวงดาวสว่างจ้าวันนึงในชีวิตฉัน เขาจอดรถใกล้เพิงที่สุด เปิดไฟเลี้ยวไว้ แล้วเดินมานั่งข้าง ๆ ขอโทษฉันอีกรอบ ฉันยิ้มผ่านแสงส้มกระพริบ ก่อนที่เขาจะมองไปทิศทางเดียวกันกับฉัน อาจเป็นจุดเดียวกัน 
      หรืออาจไม่ใช่ 

ความเงียบเริ่มสร้างความห่าง สมองเริ่มสร้างภาพอื่นมาแทนความมืดดำเบื้องหน้า

มือฉันทำอย่างนึง สายตามองอย่างนึง หูฟังอย่างนึง และสติใคร่ครวญอีกอย่างนึง


“เราชอบเธอนะ รู้ใช่มั้ย” เสียงเขาละลายภาพเรื่อยเปื่อยในหัวฉัน
“อืม” ฉันตอบโดยไม่มองหน้าเขา สายตาทอดมองดวงดาวราวกับกำลังหาความหมายอะไรบางอย่างจากมัน 

สักพักฉันค่อย ๆ หันกลับไปมองหน้าเขา รับรู้ได้ว่าเขาจ้องหน้าฉันนานแล้ว 

ฉันยิ้มก่อนถาม “นายชอบเราแค่ไหนเหรอ?” เขายังมองที่ฉันอย่างแน่วแน่

“ไม่ใช่แค่ชอบนะ เรารักเธอเลยละ รักมาก ๆ ด้วย หากเธอนับดวงดวงทั้งหมดได้ เธอก็จะรู้ว่าเรารักเธอมากแค่ไหน” 

ฉันรับฟังเขาพูด ทุกอย่างคล้ายจะหยุดนิ่งหลังคำพูดเขา ลมไม่เคลื่อนผ่าน ดาวดาวไม่ขยับ 

มีเพียงแสงไฟเลี้ยวที่กระพริบราวกับเป็นตัวแทนของหัวใจของฉัน มันเต้นโครมคราม ตรงข้ามใบหน้าที่เก็บนิ่งเย็นชาของฉันตอนนี้

“ เ ร า   .  .  . ”

 


ebranmiyixs-kyle-wong.jpg

-3-  
“Before the morning, before the sunrise, before I go back to reality and you go back to your life, tell me that you feel the same way too”
-Walk you home- 


ผมวางแก้วชาร้อนลงบนโต๊ะกลางที่ถูกจัดอย่างเป็นระเบียบบนระเบียงบ้านชานเมืองของผม ที่นี่ยังเก็บความมืดได้ดี ไม่ถูกรุกรานจากความเป็นเมืองและแสงสว่างที่กลบแสงดาว ลมเย็นอ่อน ๆ คืนนี้ก็เหมือนคืนนั้นสินะ

 

 
     รอยยิ้มนั้นที่แทรกแสงไฟกระพริบที่เต้นล้อตามจังหวะหัวใจของผม มันยังติดอยู่ในสำนึกและวันนี้ก็แวะออกมาทักทายให้ผมรำรึกอีกครั้ง

    “ เ ร า…  คิ ด ว่ า มั น ยั ง ไ ม่ ถึ ง เ ว ล า ” 
เธอตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่หรอกมันเป็นใบหน้าที่พยายามเรียบเฉยผมคิดเช่นนั้น สายตาเธอมีความหวั่นไหวในสิ่งที่เธอพูด เธออาจกลัวว่าผมจะรับไม่ได้ เธออาจกำลังโกหก หรือเธออาจกำลังล้อเล่น วัดใจ และอยากให้ผมพูดอ้อนวอนเพื่อขอคำตอบใหม่จากเธอ
 

 
“ดาวคืนนี้สวยนะ” เธอเริ่มพูดหลังทิ้งความว่างเปล่ากลืนกินเรามาพอควร “และเราก็ดีใจนะที่นายมอบดวงดาวทั้งฟ้ามาให้เรา ทั้งหมดของท้องฟ้า”

“จะกี่ท้องฟ้าเราก็ให้เธอได้ทั้งนั้น” ผมรีบพูด
“แล้วดวงไหนละที่นายจะให้เราจริง ๆ ดวงไหนล่ะ ที่เป็นของนาย?” เธอถาม 

“เธอไม่ชอบเราบ้างเหรอ?… แล้วหลาย ๆ อย่างที่ผ่านมาคืออะไร มันเป็นเพียงการคั่นอะไรสักอย่างเพื่อให้ถึงเวลา เวลาที่เธอบอกว่า มันยังไม่ถึงนะเหรอ? ” ผมสาดคำถามให้เธอคิด
  
เราเงียบ จ้องตากันอีกครั้ง  
“เราไม่รู้หรอกว่าเราจะหาดาวดวงไหนมาให้เธอได้ เรารู้แค่ว่าเธอเป็นดวงดาวที่ เรารัก ”
เธอยิ้มอย่างเหม่อลอย เสสายตาทอดไปเบื้องหน้า ผ่านความมืดไปไกล 

 

อาจจะเป็นจุดขอบฟ้าที่ตัดกับความมืดของผืนดิน หรืออาจจะไม่มองอะไรเลย 
จ้องไปเพียงเพื่อที่จะไม่ต้องจ้องหน้าผม


     แ ค่ นั้ น เ อ ง…


 


-4- 
“God, tell us the reason youth is wasted on the young, its hunting season and the lambs are on the run, searching for meaning. But are we all lost stars, trying to light up the dark?”
-Lost Star-  


 
“ดาวบนท้องฟ้าที่สว่างไสวในคืนนี้ พรุ่งนี้จะมีสักกี่ดวงที่หายไป จะรู้ได้อย่างไรว่าแสงที่หายไปนั้นจะกลับมามั้ย แล้วหากดาวดาวนั้นหายไป นายจะรับมันได้มั้ย นายจะอยู่บนโลกที่ไม่มีดาวดวงนั้นต่อไปได้มั้ย หรือไม่รู้สึกอะไรเลย เพียงแค่หาดวงใหม่จากแสนล้านดวงที่ขับแสงแข่งกัน หรือบางที นายอาจแค่อยากมองดาวดวงไหนก็ได้ ในเวลาที่นายเหงา แค่นั้นเอง” ฉันตอบความรู้สึกของฉันให้เขาได้รับรู้ หลังเงียบมาสักพัก
 
“เธอ ไม่มั่นใจในความรักของเราใช่มั้ย” เขาพูดเสียงอ่อยกว่าเดิม 
“เราบอกนายว่ายังไม่ถึงเวลา ไม่ใช่ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นนิ”

แต่ดาวดวงนั้นอาจหายไป” น้ำเสียงเขาสั่นเครือ

“หากดาวนั้นหายไป ก็ไม่ใช่ความผิดของใคร เราต่างเป็นดวงดาวที่หลงทางและพยายามส่องแสงให้ใครบางคนเห็นเท่านั้น” ฉันตอบด้วยความราบเรียบ 

“เธอไม่เสียดาย?”
“เราเสียดาย”

“แล้วทำไม?” เขาถาม
“หากเราบอกมันไปอย่างที่นายต้องการ ฉั น ก ลั ว ว่ า . . . ”

“ไม่มีอะไรต้องกลัว เชื่อสิ”
“กลัวว่าดาวดวงที่ฉันจ้องมองมันทุกคืน มั น จ ะ . . .” เสียงฉันขาดห้วง

เขาจับมือทั้งสองของฉัน แผ่วเบา นุ่มนวล อบอุ่น 
เหมือนกับมีบางอย่างฉุดดึงฉันจากข้างใน ให้ก้าวผ่านอะไรที่มองไม่เห็น 

“ไม่มีอะไรต้องกลัว” เขาพูดอีกครั้งแล้วเคลื่อนขยับเข้ามาใกล้ 
ริมฝีปากของเข้าชิดเข้ามา แสงไฟกระพริบ ทุกครั้งที่สว่างจ้า 
มันยิ่งเข้ามาใกล้ ใกล้ ใกล้

“ด ว ง ด า ว” ฉันเอ่ยก่อนริมฝีปากนั้นจะสัมผัสหน้าผากแล้วหลับตาภาวนา


ได้โปรด เธอ. . . 
อย่าทำให้ฉันต้องเจ็บปวดยามเธอหายไป 
อย่าทำให้ฉันเปลี่ยนไปจากที่เป็นอยู่ตอนนี้เลย 
อย่าให้ฉันร่ำไห้ใครครวญถึงโมงยามที่อาทิตย์พักผ่อน 
อย่าให้ฉันโหยหาค่ำคืน 
อย่าให้ฉันร่ำร้องเพื่อเพ่งมองแสงที่ เธอ ขับส่องเลย 


   
เขาหยุด ริมฝีปากไม่เคลื่อนไหว 
ทุกอย่างหยุดนิ่ง ราวนิรันดร์ที่เราไม่ขยับ
 
ฉันรู้สึกว่ามีลมเย็นพัดผ่าน 
และฉันก็ยังรู้สึกอบอุ่นกับกิริยาเช่นนี้ 

“หากเราจะเป็น ดาว ที่หายไป ก็คงต้องให้มันเป็นไป” 


ฉันดึงสมาธิกลับมาที่เขียงหั่นผักและอ่างสลัดตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนที่ฉันจะเผลอฝานมือตัวเองเข้า และก่อนที่จะไม่มีอะไรกินในค่ำคืนนี้ ความทรงจำกึ่งจริงกึ่งฝันที่แสนพล่าเลือนก็หายไปอย่างสิ้นเชิง ฉันตั้งใจทำอาหาร กิน นอน และหมุนวนในวัฏเดิมของฉันดีกว่า


 

-5-
Even if you’ll never be mine, I’m in love with you tonight
-Walk you home- 

I’d be damned Cupid’s demanding back his arrow. 
So let’s get drunk on our tears.
-Lost star-

ผมหยุดร่างกายไม่ให้ริมฝีปากสัมผัสเธอ เธอหลับตาไม่พูดอะไร สีหน้าใช้ความคิดสักอย่าง

ผมพยายามกลั้นความรู้สึกเจ็บปวดและผิดหวัง แหว่งเว้า ราวกลับถูกควักหัวใจให้กลวงเปล่า ใช้คำว่า “ยังไม่ถึงเวลา” เพื่อปลอบประโลม 

การกระทำของเธอคล้ายกับมีใจ แต่ก็ไม่ได้แยแส มีการตอบรับแต่ก็เต็มไปด้วยการผลักไส
 
ผมลืมตามองใบหน้าเธอที่ตอนนี้ชัดเจนขึ้น คงเป็นเพราะสายตาที่คุ้นชินกับความมืด หรือไม่ก็เพราะมีอะไรบางอย่างมาล้างดวงตา 
  
“หากเราจะเป็น ดาว ที่หายไป ก็คงต้องให้มันเป็นไปใช่มั้ย?” ผมพูด
“ให้มันเป็นไป” 

“หากเราจะเป็น ดาว ที่หลงไปไกลแสนไกล ก็คงต้องให้มันเป็นไปใช่มั้ย?”
“ให้มันเป็นไป”เธอตอบ 

ผมค่อย ๆ ปล่อยมือ เคลื่อนถอยร่างกายออกไปอย่างช้า ๆ กลับไปนั่งในท่าเดิม ท่าที่นิ่งเฉย อึดอัด สายตาเราทั้งคู่ทอดปล่อยไปในความมืดที่ว่างเปล่า
 
“นั่นสินะ มีดาวล้านดวงที่ทอแสงจ้าในคืนนี้ แต่จะมีอีกสักกี่ดวงที่กลับมาอีกในคืนพรุ่งนี้” ผมบอกเธอ



เราคล้ายเต้นรำกันท่ามกลางดวงดาว
และดูดดื่มน้ำตาในกาลที่หมุนไปในความเงียบ…



สักพักรถกระบะเพื่อนก็มารับเรา ทั้งผมและเธอสบตากันก่อนลุกจากเพิงที่เรานั่ง ผู้ชายช่วยกันยกรถมอร์’ไซค์ผมขึ้นกระบะและไปส่งเธอที่บ้าน ในรถมีเสียงแซวผมกับเธอเป็นระยะ เธอหน้าแดง ผมก็เช่นกัน เราไม่ได้บอกใครว่าเราคุยอะไรกัน ปล่อยให้แสงไฟของกระบะ แทรกผ่านความมืดมุ่งตรงสู่บ้านเธอ 

     และพาผมกลับไปสู่วันพรุ่งนี้ตามเดิม

 


 


ผมจิบชาที่เริ่มเย็นชืดและเฝือนฝาด คล้ายรสน้ำตาในค่ำคืนนั้น นอนมองดาวบนเก้าอี้ยาวรับลมเย็นของปลายฝนต้นหนาว เสียงเพลง “Lost Star” เวอร์ชั่น เคียรา ไนต์ลีย์ ล่องลอย เสียงชัดถ้อยชัดคำ ช้า ซึ้ง ไม่มีพลังแต่เข้าถึง



“คุณคะ สลัดเสร็จแล้วนะ จะกินข้างบนหรือลงมากินข้างล่าง” เสียงเธอเรียกผมลงไปกินสลัด 
“มากินข้างบนดีกว่า วันนี้บรรยากาศดี” ผมบอกเธอ เธอยกจานมาสองใบกับอ่างผักราดด้วยน้ำสลัดไร้ไขมัน เรากึ่งนั่งกึ่งนอนทานสลัดบนระเบียง 

เรายิ้มและมองหน้ากัน…

(I thought I saw you out there crying )


“คืนนี้มีดวงดาวที่หายไปจากท้องฟ้ามั้ย” เธอถามผม
“มีแน่นอน”

(I thought I heard you call my name)


“รู้ได้ไง” เธอพูดพร้อมกับเคี้ยวมะเขือ แสดงสีหน้าไม่ได้พอใจกับมันมากนัก
“อย่างน้อยก็สองดวง”ผมตอบ

(I thought I heard you out there crying)


“ดาวหลงทางสองดวง ที่ไม่ได้ต้องการอยู่บนท้องฟ้า” เธอพูด

(Just the same)


“ดาวสองดวงที่หลงทางมาอยู่ด้วยกัน” ผมตอบ



Where we’re dancing in our tears

ในที่ซึ่งเราเริงระบำ ท่ามกลางหยาดน้ำตา ข อ ง พ ว ก เ ร า เ อ ง . . . 

 


 

 

xcrpzxcirnk-adam-birkett.jpg

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s