เพราะโลกมันแบน #1 “บทสนทนาในร้านสเต็กและกาแฟของลิงหลงทางกับสองจอมกลยุทธ์สายขีดเขียน”

“มึงเป็นไงบ้าง” หนอมหรือถนอม เกตุเอม เซเลปการเงินและกูรูตัวจริงด้านภาษีที่มาแรงในชั่วโมงนี้ ทักทายผมที่ยืนงงกลางห้างใหญ่ย่านชานเมือง

ผมจัดการ (เชิงร้องขอ) นัดกับหนอมให้มาเจอกันหลังจากรู้จักพูดคุยกันมาสักพักแล้ว ต้องชะตาความกวนระดับอุกอาจของเขา และอยากจะมาเมาท์มอยฝอยแตกกับตัวเป็น ๆ ให้ได้ในสักวัน ทั้งนี้ก็ยังอุตส่าห์พ่วงเพื่อนนักเขียนแห่งยุคอีกคนที่กำลังเดินข้ามฟากมาจากอีกฝั่งของห้างมาหาพวกเรา ร่างสูงโปร่ง มองเห็นชัดเจนเดินมาไกล ๆ โบกมือทักทายและส่งรอยยิ้มให้กันเขาคือ ป๊อก ปองวุฒิ รุจิระชาคร 

ย้อนกลับไปเมื่อสักสองปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสรู้จักและเจอหน้าทั้งสองในงาน meet up ที่จัดขึ้นโดยเว็บไซต์ Storylog ซึ่งทั้งสองมาในงานโดยนั่งอยู่อีกฝั่งกับพวกผมที่ตอนนั้น (จนกระทั่งเดี๋ยวนี้) เป็นเด็กง่องแง่งหัดขีดเขียน ซึ่งเจอกันก็ทักทายกันนิดหน่อยตามมารยาทสังคม พยักหน้าแล้วแยกย้ายกัน ผมไม่กล้าแม้จะขอถ่ายรูปร่วมด้วย มันสั่น ๆ แปลก ๆ 

ผ่านมาสองปี หลาย ๆ เหตุการณ์ทำให้ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับทั้งหนอมและป๊อกมากขึ้น อาจเป็นเพราะอายุที่ต้องบอกว่าเท่ากัน แนวคิดและหลาย ๆ อย่างตรงกันอย่างน่าประหลาด (กฏแรงดึงดูดแน่ๆ) โดยเฉพาะความกวน… 

และวันนี้พวกเราก็ได้มาสุมหัวคุยกันแบบ Exclusive 

“ก็ดี นิ่งขึ้นแม้จะยังอยู่ในช่วงตกต่ำเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้เครียดเหมือนก่อนหน้านี้” ผมตอบหนอมไปเกี่ยวกับสถานการณ์ชีวิต โดยมีป๊อกนั่งข้าง ๆ กรอกตาเลือกเมนูอาหาร

หนอมเริ่มถามถึงสถานการณ์ของชีวิตแต่ละคน มีผมกับป๊อกสลับกันตอบและแลกความเห็น จากเรื่องทั่วๆ  ตามต่อด้วยคำถามที่เจาะไปในรายละเอียดของชีวิตแต่ละคนมากขึ้น การงานของแต่ละคน ป๊อกบอกว่างานหนังสือที่จะถึงอาจมีงานออกถึงห้าเล่ม ส่วนหนอมก็สองถึงสามเล่ม แล้วหัวข้อการสนทนาก็กลายเป็นเรื่องของวงการหนังสือ

“ทำอะไรต้องมีกลยุทธ์” ป๊อกบอกผมขณะที่หนอมเป็นคนยิงคำถามประเด็นเกี่ยวกับแวดวงน้ำหมึก ป๊อกบอกว่า การเขียนหนังสือในบ้านเราตอนนี้มันมีการแบ่งแยก แนวรักหวาน ตลาด ๆ กับแนววรรณกรรมเท่และลึกซึ้งสายรางวัล ซึ่งตัวป๊อกเองมองว่ามีความขัดแย้งโจมตีกันอยู่ลึก ๆ แต่ป๊อกไม่ได้สนใจความขัดแย้งแม้ตัวป๊อกเองจะถูกโจมตี หรือแม้กระทั่งแชทมาด่าประจำ ด้วยผลงานที่ออกมาต่อเนื่องเกือบร้อยปก และรางวัลจากเวทีต่าง ๆ ของเขาคงเป็นที่เคืองตาและชื่นชมของคนจำนวนไม่น้อย 

“งานก็คืองานแหละ จะแบ่งแยกว่าเป็นงานสายนั่นสายนี้ทำไม มันอยู่ที่เขียนถึงหรือเปล่า ดีหรือเปล่าต่างหาก” ป๊อกหั่นชิ้นเสต็กเข้าปาก แล้วเงยหน้ามาพูกต่อ 

“ก่อนมึงจะออกหนังสือแต่ละเล่มแต่ละเรื่อง มึงต้องคิดว่าตัวงานจะเสนออะไร แล้วมันปูทางไปสู่อะไรในงานเราด้วย เช่น เลือกสำนักพิมพ์นี้เพราะอะไร เขียนแนวนี้เพราะอะไร ต้องออกมาบ่อย ๆ ให้คนอ่านไม่ลืม ไม่ใช่อยากเขียนแต่งานเทพ ๆ จะเอาแต่มาสเตอร์พีช ไม่ได้ เพราะงานแบบนั้นมันไม่มีจริง งานที่เป็นตำนานมันมาจากการฝึกฝนและเขียนซ้ำมันอยู่อย่างนั้น กูโคตรเบื่อเคส เจเค ที่เอามาเล่ากัน พูดกันอย่างกับเจ๊แกถูกหวยแฮรี่ มันไม่ใช่ แกเขียนนิยายมาแล้วหลายเรื่องกว่าจะมีแฮรี่ ตรงนั้นต่างหากที่มึงต้องสนใจ ไม่มีหรอกที่มาเขียนปุ๊บ ตู้ม ดัง ตู้ม รวย” ผมพยักหน้าฟังคำกูรูสายงานเขียนชี้แนะ 

หนอมพยักหน้าแล้วเห็นด้วย “มึงละเมื่อไหร่จะเขียนงานเสร็จ มึงนะหาทางออกให้ได้สักเล่มได้แล้ว” หนอมส่งสายตากดดัน ผมหลบตาบ่ายเบี่ยงเช่นเดิม 

“งานแรกที่ทำหน่ะ มันไม่ดีหรอก มึงเชื่อกู มึงกลับไปอ่านงานเก่า ๆ ของตัวเองมึงก็จะขำ จะคิดว่าห่วยอยู่ดี มึงเชื่อกู” ป๊อกช่วยซ้ำ 

“ใช่ สิ่งสำคัญที่สุดคือเขียนมันให้เสร็จ มันไม่ใช่แค่งานเขียนนะ ทุกอย่างในชีวิตมึงด้วย มึงต้องวางแผน ลงมือทำ ความคิดทุกคนมีมันดีและสวยงามเหมือนกันนั่นแหละ เพียงแต่มีไม่กี่คนที่ทำมันเสร็จมึงจำไว้” หนอมย้ำอีก ซึ่งผมก็งง ๆ ว่าจากหัวข้อความขัดแย้งของนักเขียนเปลี่ยนมาเป็นรุมกระทืบผมได้อย่างไร 

ผมนั่งเงียบฟังสองคนพูดคุยกันอยู่นาน ในสมองคิดตาม สลับกับจ้องตาหนอมที่มองผมราวกับอยากจะบีบคอให้ผมทำตามสิ่งที่เขาแนะนำตอนนั้นทันที หนอมในตอนนี้เหมือนศูนย์หน้ากระหายประตูทะลุทะลวง ส่วนป๊อกเป็นกลางตัวรุกที่อ่านเกมและคุนพื้นที่อย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ ทั้งสองดูเป็นมืออาชีพในสิ่งที่พวกเขาทำ 

“มึงว่าคนสมัยนี้ แม่งเอาเท่ ชิล สโลว์ไลฟ์มากไปป่าววะ” หนอมแทงคำถามขึ้นมาเมื่อนั่งลงในร้านกาแฟ ป๊อกหัวเราะเบา ๆ แล้วตอบว่า “ความคิดคนสมัยนี้เปลี่ยนไป วิถีชีวิต เทคโนโลยี ภาพที่โผล่มาในโซเชี่ยลมันอาจติดตา ที่จริงก็ไม่ดีได้สวยหรือสบายกว่าคนรุ่นก่อนหรอก” ก็จริงอย่างที่ป๊อกพูด สิ่งที่ต้องคำนึงตอนนี้ไม่ใช่ความชิลหรือสโลว์ไลฟ์ แต่มันอยู่ที่การใช้โซเชี่ยลเยอะไป ป๊อกเน้นว่า สังคมออนไลน์นั้นมีข้อดีคือกระจายข่าว ส่งต่อ ขายของได้ดี แต่การพร่ำเพ้อมากมายเพื่อเรียกไลค์เรียกเท่มันไม่ก่อประโยชน์ ควรโพสหรือแสดงความเห็นในบางเรื่อง หรือบางสถานการณ์ให้พอเหมาะ ตอกย้ำจุดยืนบ้างบางคนั้งก็พอ ถ้าเกิดระบายหรือโพสสเตตัสมากเกินไป วันหนึ่งเราก็จะถูกมองว่าไม่ดี และไม่น่าเชื่อถือ…

หนอมเพิ่มเติมว่า ปีนี้ตัวเขาเลิกการแซะการแซวที่ไร้ประโยชน์ ไม่ยุ่ง (พรี่แกใช้คำว่าเสือก) เรื่องชาวบ้าน และไม่ตอบโต้ถ้าชาวบ้านมายุ่ง (เสือก) เรื่องของหนอมด้วย ปล่อยไป ทำงานทำการทำสิ่งที่จำเป็น แล้วจ้องมาทางผมอีกครั้ง (นี้มึงจะอัดกูในทุกเรื่องที่พูดใช่ไหม) 

จากนั้นก็เล่าเรื่องเจ้าหนูสกาย ลูกชายและเรื่องชีวิตของภรรยาหนอมนิดหน่อย ซึ่งผมก็รู้สึกว่าตั้งแต่หนอมมีเจ้าตัวเล็ก หลาย ๆ อย่างของหนอมก็เปลี่ยนไป ดูสุขุมและลุ่มลึกขึ้น 

จากนั้นเราก็พูดคุยสัพเพเหระ อ้างถึง (นินทา) พี่คนหนึ่งซึ่งชอบใช้โซเชี่ยลต่อต้านกระแสในโซเชี่ยลอย่างเฮฮา หรือเรื่องของการซื้อขายเรื่องราว นิยายในเว็บไซต์บางเว็บที่ขายดี คุยเรื่องบอร์ดเกมส์ (อันนี้ผมเงียบกว่าเดิมอีก เฮฮากันอยู่สองคน มึง!) และสุดท้ายก็ถึงเวลาปิดร้าน

เราทั้งสามชักรูปเป็นที่ระรึกกันสามรูป ไม่ชัดไปสะหนึ่ง กล่าวคำอำลากันอย่างสนุกสนาน ป๊อกเดินแยกไปก่อน ซึ่งคำสุดท้ายที่ป๊อกทิ้งไว้คือ “มึงเป็นเพื่อนกูนะ มีอะไรให้ช่วยก็บอกมาเลย” ผมพยักหน้ารับ

แล้วเดินออกมาหน้าห้างกับหนอม ยืนคุยกันถึงแนวทางสร้างตัวตนบางอย่างที่หนอมเคยทำ แนะนำให้ผมชัดเจน บอกเล่าเรื่องอีกสองสามอย่างก่อนตบไหล่ และบอกว่า “มีอะไรให้ช่วยก็บอก” อีกคน

เราโบกมือเหมือนตอนเจอกัน แต่ความหมายของมันในตอนนี้คือจากลา หลาย ๆ สิ่งในชีวิตเราก็เหมือนกัน การกระทำแบบเดียวกันมันอาจเป็นคนละความหมายก็ได้ เพียงแต่เราต้องเข้าใจกัน ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั่นมันแปลว่าอะไร 

เช่นเดียวกันระหว่างผม หนอม และป๊อก ทุกคนก็มีเส้นทางเดินของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้จะทำหลาย ๆ อย่างเหมือนกันแต่ผลที่ได้ก็ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ว่า เราทำมันหรือยังต่างหาก อย่าไปคิดว่าคนอื่นทำอย่างนั้นแล้วดีเราทำบ้างจะดีด้วย คนอื่นทำอย่างนั้นไม่ดีแล้วเมื่อเราทำมันจะไม่ดีด้วย จงทำตามสิ่งที่เราต้องการ แม้มันจะไม่สำเร็จเป็นชิ้นอันแต่มันก็จะสอนเราไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่งเสมอ 

อย่าลืมลงมือทำ… หนอมย้ำก่อนเดินหายไป 

“มีไรให้ช่วยก็บอกนะ กูเป็นเพื่อนมึง” คำพูดของทั้งสองที่ทิ้งไว้ให้ค้างติดอยู่ในใจ และรู้สึกถึงมิตรภาพที่ทั้งสองมอบให้ มันชัดเจนและหนักเเน่นกว่าที่คิด ผมคงยังตอบอะไรหรือถามอะไรไม่มากในตอนนี้ แต่เชื่อแน่ว่าต้องไปขอให้ช่วยเหลือสักอย่างในอนาคต และมีสิ่งที่อยากบอกทั้งสองคนเช่นกัน

“ขอบใจวะ… เพื่อน”

—–

ลิง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s