อีกบท


ไม่รู้ว่าอะไร (จริง ๆ) ที่ทำให้ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ตัวเองทำอะไรสะเพร่าอย่างให้อภัยตัวเองไม่ได้หลายอย่าง เช่น จองตั๋วเครื่องบินมาประชุมขากลับผิดวัน ต้องติดแหงกที่กรุงเทพฯ อีกวัน จากนั่นก็ต่อด้วยวันเดินทางมาตื่นแต่งตัวเพื่อจะไปตั้งแต่ตีห้า พบว่าตัวเองลืมเอากระเป๋าเงินมา แก้ปัญหาโดยโชคดีที่เอาใบขับขี่ไว้ในรถ เลยนั่งเล่นชิลกะภรรยา จนหกโมงเดินทางเพราะเครื่องออก 7.55 น. แต่เมื่อไปถึงสนามบินพบว่า เครื่องตัวเองออกไปแล้วเวลา 7.15 อืม ดูเวลาจำเวลาผิดสะได้ น่าตบกบาลเหลือเกิน สรุปเลยต้องเสียค่าเครื่องใหม่แล้วก็ต้องยกเลิกนัดกับอังและพ้งอย่าน่าเสียดาย…

แต่บทความผิดพลาดก็ยังมีสิ่ง (ที่คิดว่า) ดีซ่อนอยู่ หม่ยถึงในแง่ของจิตใจกระมัง เพราะเมื่อไปไม่ทันเครื่องจึงจำเป็นต้องซื้อตั๋วใหม่ และในสภาวะการเเงินค่อนขอดเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้เจ็บใจทบทวีเข้าไปอีก ครั้นกลับมาถึงบ้านร้อยเอ็ดก็พบภรรยาที่ไม่ได้บ่นอะไร และเรียกบูกมาช่วยกันล้อว่า ป๊ะป๋าใครตกเครื่อง (ที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าเมียใจดีนะ แต่นางโทรมาอัดตั้งแต่อยู่ในรถแล้ว) 

เสร็จแล้วด้วยเวลาที่เยอะแยะก็ไปเลือกหาเสื้อกันหนาวหนาเตอะที่ร้านมือสอง ได้มาตัวสวยใช้ได้ในราราสองร้อยบาท แล้วก็กลับมาคลุ่กอยู่กับบ้านและลิงทั้งสอง จนกระทั่งไปส่งพวกนางกลับมุกดาหาร 

โดยเมื่อไปส่ง บขส. ก็พบว่ารถที่ต้องการจะไปออกไปแล้วเห็นหลังไว ๆ เลยตัดสินใจขับแซงไปส่งที่โพนทองเสียเลย 

ระหว่านั้น เรามีโอกาสสำนึกเรื่องที่เราพลาดไปได้มากขึ้น ตามด้วยการเปิดปากขอโทษจากใจจริงถึงความสะเพร่าของตัวเอง ก้อยไม่ได้บ่นอะไรมากมาย เป็นตัวเราต่างหากที่บ่นตัวเอง (เพื่อไม่ให้ใครมาบ่นให้ตัวเอง… ไม่งงนะ) จากนั้นก็เริ่มพูดคุยอนาคตต่าง ๆ ของชีวิตเรามากขึ้น แผนการต่าง ๆ เริ่มพรั่งพรูและตั้งเป้าหมายร่วมกันโดยการช่วยกันละลายหนี้ ผมบอกเธอเลยว่า เราต้องประหยัดถึงแม้เราจะประหยัดอยู่แล้วแต่ก็คงต้องขอให้เธอรักษาระดับ และที่สำคัญเราสองคนต้องมีวินัย อดทน เพราะประเมินแล้วว่าเราอยู่ในสถานะติดลบแค่ไหน และเป้าหมายขรวิตเราคือหลับไปที่ ศูนย์ ให้ได้ รีเซตชีวิต และปรับความคิดเรื่องการใช้เงิน อาจต้องทำบางอย่างที่มองไปคล้ายบังคับ คล้ายหนทางข้างหน้าผมคงทำให้เธอไม่มีความสุขแน่ ๆ อย่างน้อยก็ สองปี

เธอพยักหน้า (ซึ่งผมไม่รู่รู้ว่เธอ รับรู้ เข้าใจหรือแค่ปล่อยให้ทะลุหูไป) เราเงียบกันสักพัก ไอติมหลับไหล ไอโฟนนอนกดเกม…

ยังไม่รู้เลยว่าที่เราตั้งความหวัง แนวทางหรือวิธีการไว้นั้น เราจะทำมันได้สักเท่าไหร่ เป็นเรื่องอนาคตที่น่าสะพรึงพอสมควรของพวกเรา แต่ก็นับได้ว่าเป็นการเปิดปีที่ดี คล้ายกับเห็นรำไรของแสงที่ทางเดิน ยังกะไม่ได้ว่า แสงนั้นจะสาดส่องมาหาเรา หรือเราจะเดินไปหามันได้ตอนไหน แต่อย่างน้อยก็มั่นใจนิด ๆ ว่าเรามาถูกทาง 

บางทีการเห็นหิ่งห้อยในหลงทางแห่งทึมเทาของคืนเดือนมืด ไม่ได้ทำให้เราเห็นทางที่ถูกต้อง มองเห็นทุกทางออกเหมือนที่พระจันทร์ทำ และหิ่งห้อยก็ไม่ได้ทำให้เราอบอุ่นเหมือนกองไฟที่พ่อแม่เคยก่อไว้ให้ แต่เจ้าหิ่งห้อยนั้นทำให้เราสบายใจ ว่าอย่างน้อยเราก็มีคนเคียงข้าง นำทาง แม้ไม่รู้ว่าทางที่เราเดินตามหิ่งห้อยนั้นจะดีหรือไม่ดีกว่า แต่อย่างน้อยเราก็ได้ก้าวออกจากจุดเดิมเสียที…
ดังนั้นการเดินทางมากรุงเทพฯ คราวนี้จึงเป็นการเดินทางแบบโลว์คอสต์ ไม่ใคร่จะตื่นเต้นอะไรมาก หมกตัวในห้องและพึ่งได้ออกไปเพียงเดอะมอลล์เพื่อกินข้าวกับเป้ โดยภาระกิจวันนี้มีนัดกับหนอมและป๊อกที่เซนทรัลฯปิ่น ซึ่งก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะไปถูก และก็ยังไม่รู้ด้วยว่าจะทำตัวอย่างไร…

ลิง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s