: เธอไม่ใช่ภูเขา — เราไม่ใช่มนุษย์

-๑-

อีกไม่กี่ก้าวเท้าก็ถึงจุดหมายแรก แต่ยังมิใช่ปลายสุดแห่งขุนเขา ใช้เวลาไม่นานนักในการขึ้นมาพิชิตเนินเขาแห่งนี้ พื้นที่ที่ถูกทาทับด้วยสีเขียวของทุ่งหญ้า มีต้นไม้ใหญ่ยืนตระหง่านต้อนรับอยู่จุดสูงสุด หากแต่ร้างไร้ผู้คน อ้างว้างและโดดเดี่ยว มีเพียงกลิ่นอ่อนของสรรพชีวิตโชยปกคลุม  หนุ่มน้อยหยุดใต้ต้นไม้ใหญ่ วางสัมภาระ แล้วล้มลงกางแขนแผ่หลา ทิ้งกายลงราบเสมอหนึ่งเป็นพรมที่ปกคลุมผืนแผ่นดินอีกชั้น  ต้นหญ้าเบียดแทรกล้อมรอบกาย ดอกหญ้าเล็ก ๆ สีขาวโผล่ขึ้นมาระหว่างนิ้วมือ เขาค่อย ๆ หลับตาใคร่ครวญบางอย่างระหว่างการรอนแรม ไร้ความรู้สึกแห่งความภูมิใจ ไร้เกียรติใด ๆ เหนือเนินเขานี้ หากพอจะยกความพึงใจขึ้นกล่าว ก็คงจะมีเพียงแค่กลิ่นอ่อนของดอกไม้ป่า ความไหวติงแห่งชีวิตที่เคลื่อนรอบกาย และความเดียวดายที่มอบโอกาสให้ได้นึกคำนึงถึงเรื่องที่ผ่านมา เป้าหมายใหญ่ข้างหน้าภูผาใหญ่สูงสุดแห่งหิมาลัย…


-๒-
ลมเหนือยอดเขาแผ่วเบาลงอย่างน่าประหลาด หนุ่มน้อยรู้สึกได้ถึงการไหวติงของแผ่นดิน เป็นการขยับจากส่วนลึกสุดของความรู้สึกที่ยากจะจินตนาการ แรงกระเพื่อมแผ่วเบาจากเบื้องล่าง คล้ายว่าเขานอนอยู่บนท้องของสัตว์ใหญ่ใจอารีย์ ฝูกนกกระพือปีกบินจากไป สรรพสัตว์น้อยใหญ่เคลื่อนหายย้ายหนี สุรเสียงแว่วแผ่วเบาที่เคยปรากฏก่อก็ดับวูบ หนุ่มน้อยลืมตามองท้องฟ้ากับก้อนเมฆที่ทอดเงาลงมาอยู่เป็นสหาย เขาสูดหายใจก่อนดันตัวขึ้นนั่ง จ้องมองเบื้องล่างตามเส้นทางที่ผ่านมา ไร้ลม ไร้ฝน ไร้ผู้คนให้ค้นหา มีแต่ตัวตนที่นั่งอยู่ในความเงียบที่โอบรอบรัดกาย แต่การสั่นเบื้องล่างยังคงอยู่ คล้ายการหายใจ แผ่วเบา รวยริน
“หนุ่มน้อย” เสียงทุ้มต่ำ เบาบาง เอ่ยทักทาย อ่อนโอนและเชื่องช้า เสียงของหญิงชราส่อสำเนียงเอ็นดูลูกหลาน พ่อหนุ่มหันแลซ้ายขวา ไม่มีผู้ใดรอบข้าง ไร้การเคลื่อนที่ใด ๆ
แม้แต่เงาเมฆที่เดินเล่นยังหยุดเริงร่า
“ใคร?” เขาเอ่ยถาม… พสุธาไหวแรงขึ้นนิด ฤ ภูเขาเจ้ากำลังจะลุกนั่ง
“ไม่ต้องกลัวหรอก ข้าเอง”
“ใคร” หนุ่มน้อยยิ่งสนเท่ห์
“ตามใจปราถานาเจ้าที่จะเรียกข้า”
“ภูเขา?”
“ใช่ ภูเขา ถ้าเจ้าอยากเรียก พ่อหนุ่มน้อย”
“ท่านอยู่ตรงไหน?” หนุ่มน้อยยังเหลียวหาในทุกขอบเขตของสายตารอบกาย
“อยู่ทุกที่เด็กน้อย… ข้ า อ ยู่ ใ น ทุ ก ที่ …”

-๓-
“นั่งลงเถอะ… ใจเย็น ๆ ตั้งใจฟังข้า…
เสียงของข้าแผ่วเบากว่าสายลม ร่างกายข้าอ่อนแอกว่าปุยเมฆ
หากเจ้ายังตระหนกเช่นนี้ ข้าคงไม่อาจสื่อใจ ให้สารอะไรแก่เจ้าได้”
หนุ่มน้อยนั่งลงตามคำขอร้อง แต่ยังคงเหลียวหันหาต้นเสียงพร้อมกับตั้งใจฟังสำเนียงแห่งภูผาชราภาพ ด้วยความแคลงใจ
“เหตุใดเจ้าถึงได้มาแผ่กายอยู่บริเวณนี้” เสียงนุ่มนวลล่องลอยมาอีกครั้ง
“ข้าผ่านมาเพื่อเสาะหาหนทางอันยิ่งใหญ่ รอนแรมเพื่อผ่านไปสู่สิ่งใหม่ในชีวิต”
“หนทางอันยิ่งใหญ่ คือสิ่งที่เจ้าใฝ่หารึ?”
“ใช่ ท่านพอจะมีคำแนะนำ หรือสิ่งใดแบ่งปันให้ข้าได้บ้างหรือไม่”
“โอ้– หนุ่มน้อย…” เสียงชราหยุดสักครู่ “ที่นี่มีเพียงข้า ตัวข้าทั้งหมดที่เจ้าสัมผัส ให้ได้สูดกลิ่น ให้กลืนกินและลิ้มลอง ให้เพียงร่มเงาเฝ้าอยู่เป็นเพื่อนเจ้า ให้เพียงสรรพสัตว์คอยหยอกล้อ ให้เพียงสายลมที่คอยเป่าปัดพัดโบก เท่านี้เพียงพอที่เจ้าจะพึงใจ พอเพียงเยี่ยงความต้องการของเจ้าหรือไม่…” ภูเขาชราเอ่ยอย่างอบอุ่น
“เพียงพอที่จะให้ข้าได้พัก พอเพียงที่จะให้ข้าได้ฟื้น แต่หากยังมิพอที่จะให้ข้าได้ตื่นจากความเขลา”
“เช่นนั้น ความเขลาที่ว่าคืออะไร มีสิ่งใดที่เจ้าอยากสดับรับฟัง หากสิ่งนั้นข้าพอจะมีความรู้อยู่บ้าง คงพอจะไขให้ท่านได้สักมากน้อย” เสียงชราเงียบไปสักพักก่อนเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“เจ้าพอลุกขึ้นเดินเล่นเป็นเพื่อนข้าสักหน่อยได้หรือไม่”
“เดินเล่น?”
“ใช่… เดินไปด้วยกัน คอยไขขานสิ่งที่เจ้าอยากรู้ ไขขานสิ่งที่ข้าพอบอกได้ คล้ายเจ้าเดินโดดเดี่ยว
แต่เสียงข้าจะไปกับเจ้า เจ้าคงไม่ลืมว่า ข้าอยู่ในทุกที่”

abstract_colors_eola_retro_759000_jpeg-1024x768
-๔-
หนุ่มน้อยลุกขึ้นค่อย ๆ ปัดฝุ่นเปื้อนดินที่ติดแผ่นหลัง เดินดุ่มออกจากใต้ร่มเงา
“เดินไปที่ใด” หนุ่มน้อยเอ่ยถาม
“ตามปราถนาเจ้าเถิด”
“ท่านอยู่มานานแค่ไหน…” หนุ่มน้อยเริ่มถามสิ่งที่อยากรู้
“นานพอควร นานตามอายุไขข้า อาจมากมายกว่าเจ้า แต่ก็มีบางสิ่งที่อยู่นานกว่าข้า”
“ข้าสงสัยในชีวิต ข้ากับท่าน เกิดมาทำไม?”
“เช่นกันกับเจ้า ข้าก็เขลามากพอกัน ที่ไม่สามารถระบุที่มาและหาคำตอบได้ว่าเกิดทำไม สิ่งที่ข้ารู้ มีเพียงทอดกายตามสายลมและเส้นเวลา อยู่ในธรรมชาติ อยู่กับความเป็นอันเดียวของกันและกัน” เสียงชราตอบคำถาม
“ความเป็นอันเดียวกัน?”
“ใช่… ความเป็นหนึ่งเดียว เจ้า ข้า ต้นหญ้า พงไพร คือหนึ่งเดียวกัน เจ้ายืนอยู่บนข้า ท้องฟ้าโอบอุ้มเหล่าปักษาและหมู่เมฆ ท้องน้ำให้ที่พึ่งพาแก่ปลาน้อยใหญ่ เกื้อกูลปกป้องซึ่งกันและกัน รวมหมู่คู่กันเป็นหนึ่งเดียว ในโลกกลมโตสีฟ้า ที่โอบรอบรัดเกลียวด้วยจักรวาลอีกชั้น ทั้งมวลเป็นสิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติ”
“ธรรมชาติเหรอ” เด็กน้อยเงียบงันคล้ายพินิจบางอย่าง
“เราอยู่แยกกันมิใช่รึ เป็นท่าน เป็นข้า เป็นนก หนูและหมู่พงไพร”
“นั่นมันคือสิ่งที่เจ้าเรียกขานเอง หมู่เจ้าอยากแบ่งแยก หมู่เจ้าอยากเอกเทศ เสือไม่เรียกตัวเองว่าเสือ ปลาไม่เคยขานขับตนเองว่าปลา มีแต่เหล่ามนุษย์… ใช่! มนุษย์ที่อยากเอ่ยอยากแบ่งแยก แม้กระทั่งอยากอยู่เหนือและทำลาย แต่เชื่อข้าเถิด ทุกอย่างคือธรรมชาติ”
“มนุษย์ทำลายธรรมชาติ ก็ยังถือว่าเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติหรือท่าน” เด็กน้อยงุนงง…

“มันเป็นธรรมชาติของธรรมชาติ บางอย่างเกื้อกูล บางอย่างทำลาย ทุกสิ่งอย่างมีสองด้านกลมเกลียวและขัดแย้ง น้ำเสาะตลิ่ง ลิงกินพฤกษา ฝูงนกกากินแมลง มนุษย์ทำลายสมดุล แต่ความสมดุลที่หมู่มนุษย์เรียกขานมันคืออะไรเล่า มันเป็นแค่บางสภาวะที่มวลมนุษย์เกรงว่าตนจะลำบากในภายภาคหน้า กลัวการเปลี่ยนแปลงบางอย่างจะย้อนกลับมาสร้างความอุปสรรคให้มนุษย์… ไม่ใช่อะไรที่เกินเลยจากที่ธรรมชาติเคยเป็นมา ล้านปีก่อนเป็นน้ำแข็ง ต่อมาเป็นทะเลทราย ย้ายจากหนึ่งไปอีกหนึ่ง มีสรรพชีวิตเกิดดับ”
เสียงภูผาอธิบาย

“แต่สัตว์เหล่านั้นอยู่กันโดยไม่เบียดเบียนธรรมชาตินิ ต่างกับมนุษย์”
“ไม่เลย มนุษย์ก็ดิ้นรนเพื่ออยู่รอด หาหนทางสืบเผ่าพันธ์
การทำสิ่งหนึ่งกระทบสิ่งหนึ่ง… การไม่ทำสิ่งหนึ่งก็กระทบสิ่งหนึ่งเช่นกัน…”
“งั้นทุกสิ่งที่มนุษย์ทำ ไม่ได้ถือว่าทำลายหรือเบียดเบียนธรรมชาติ”
“ไม่เลย…ถ้าเจ้าอยู่มานานพอ เจ้าจะรู้ว่ามันก็เป็นเช่นนั้นของมัน สิ่งที่มนุษย์ทำก็เป็นเพียงการสร้างสรรค์ และ ทำลายสิ่งอื่น ไม่นานสิ่งอื่นก็ย้อนกลับมาทำลายมนุษย์ หรือแม้แต่มนุษย์ก็ไปทำลายเผ่าพันธุ์เพื่อควบคุมกันเองอยู่ดี ธรรมชาติใส่ทุกอย่างให้มนุษย์ สัตว์ ภูผา นภากว้างอย่างเหมาะสมลงตัวใส่ความรักให้บางสิ่ง มอบความชิงชังให้บางอย่าง มอบการดิ้นรนเอาตัวรอด มอบเหตุผลของกันและกัน ทุกอย่างเกิดขึ้น คงอยู่ และแตกดับ”

 -๕-
หนุ่มน้อยก้มหน้าเดินใคร่ครวญตามเสียงของขุนเขา ครุ่นคิดถึงเส้นทางยิ่งใหญ่ที่ตนเองใฝ่หา ย้อนกลับมาถึงรากแก่นแท้ที่ผู้เฒ่าสั่งสอน มีสิ่งใดเล่ายิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติ สิ่งใดเล่ายืนยงกว่าความเหมาะสมที่มันควรจะเป็น เมื่อมนุษย์ไม่ได้ทำลายสิ่งใด แต่หากเป็นเพียงหนึ่งในเส้นทางของธรรมชาติ แล้วการความอยากยิ่งใหญ่ ยืนนานนั้นเป็นธรรมชาติด้วยหรือไม่ เมื่อเขาเงยหน้าปรากฏว่าเขาเดินวนกลับมาที่เดิม ต้นไม้ใหญ่ยังยืนอยู่ต้อนรับ ลมพัดไหวเอนเอียงกิ่งและใบให้พริ้วอย่างอ่อนโยน เขาจ้องมองและคร่ำครวญ เจ้าช่างยิ่งใหญ่นัก เจ้าจะรู้ไหมว่าเกิดมาแล้วต้องตาย เจ้าจะเดือดร้อนไหมหากมีใครมาตัดโค่นเจ้า เจ้าจะยังอารีย์เช่นนี้อยู่ไหมหากรู้ว่ามนุษย์ดั่งพวกข้าทำอะไรกับพวกเจ้าไว้…
“ความตายคืออะไร?”
หนุ่มน้อยถามอีกครั้งก่อนนั่งลงใต้ร่มไม้ที่เดิม เหม่อมองไปเบื้องหน้า

“โอ้– เสียงเจ้าหวั่นไหว เจ้ารู้สึกถึงความตัวน้อยของเจ้า ต่างจากน้ำเสียงยิ่งใหญ่ที่เอ่ยถามข้าก่อนหน้านี้…” เสียงชรามีท่าทีเอ็นดู

“ความตายหรือ สำหรับข้า คือการกลับสู่ที่เดิม ทุกสิ่งคือการต่างเป็นวิวัฒน์มาจากสิ่งเดียวกัน ข้าแยกออกมาจากโลก ผืนน้ำแยกออกมาจากข้า เจ้าแยกออกมาจากผืนน้ำ เมื่อถึงเวลา เจ้าจะลงคืนมากลับสู่ดิน เศษเสี้ยวของแห่งดินและภูผาจะถูกพัดกัดก่อนโดยลมและสายฝน ท้องฟ้าจะกลืนกินผืนน้ำแล้วกลั่นคืนท้องทะเล เช่นนี้เป็นทอด ๆ เมื่อสูญสิ้น เจ้าอาจลืมตาขึ้นมาเป็นข้า ตัวข้าลืมตาใหม่กลายเป็นโลก ลูกโลกแตกดับสู่ความมืดมิดกลางเอกภพ ทุกสิ่งเวียนหมุนเข้าหากัน เกลียวคลื่นโชคชะตาคือบางเสี้ยวเวลาที่ได้หายใจ ชีวิตอาจเป็นแค่ความยุติธรรมที่ธรรมชาติมอบให้ สั้นยาวอาจต่างกัน ได้พบเห็น หายใจ พูดคุยสื่อสาร จับต้องสัมผัส ดูดกลืนกิน แล้วแตกสลายหายไป เป็นเช่นนี้กับทุกสิ่ง เกิดเช่นนี้กับทุกอย่าง”
“เยี่ยงนี้แล้ว ท่านก็ไม่รู้ว่าตายไปแล้วเกิดอะไรขึ้น”

“ใช่ข้าไม่รู้ พ่อหนุ่มน้อย การที่เจ้าอยากรู้ว่าตายแล้วไปไหน ก็ไม่ต่างจาก ตื่นนอนตอนเช้าแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จงเชื่อในธรรมชาติ ถึงเจ้ารู้ว่าเป็นเช่นไร เจ้าก็ฝืนไม่ได้”
“สิ่งที่ข้าต้องทำคือ เดินตามเส้นทางของกฏเกณฑ์”
“มิใช่กฏ และไม่ใช่เกณฑ์ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เจ้ากำหนด ทุกอย่างที่เจ้าตั้งชื่อเรียก มันคือสิ่งที่เจ้าตั้งมันขึ้นมา ก่อมันขึ้นมา แม้กระทั่งเหตุผล กฏ กรอบ ต่าง ๆ เจ้าจะเข้าใจเมื่อเจ้าไม่ใช่มนุษย์”
“หมายถึงข้าต้องดับสลาย หรือกลายเป็นผืนพสุธาเช่นท่าน”
“เปล่าหนุ่มน้อย เปล่าเลย แค่เจ้าเลิกเรียกตัวเองว่ามนุษย์ เลิกเรียกข้าว่าภูผา เลิกคิดว่าสิ่งรอบกายมันเป็นตามสิ่งสมมติที่เจ้าคิดขึ้น” เสียงชราหยุดพัก พื้นดินเคลื่อนไหวเบาบาง ราวกับกำลังยิ้ม “ทุกอย่างเป็นในสิ่งที่มันเป็น เมื่อเข้าใจเช่นนั้นแล้ว เจ้าจะไม่กลัว ไม่หวั่นไหวกัสิ่งต่าง ๆ ที่เจ้าเผชิญ”
“เช่นนั้นข้าควรมองทุกอย่างด้วยสายตาเช่นไร”
“มองตามที่เจ้าเข้าใจ เห็นในสิ่งที่เจ้าเห็น อย่าฝืน ทุกอย่างในพิภพเปลี่ยนแปลงเสมอ เป็นไปได้มากกว่าที่เจ้ามองเสมอ แม้กระทั่งตัวเจ้าเอง…”
แสงยามเย็นเบื้องหน้าสาดสีส้มปะทะใบหน้าสร้างความอุ่นอ่อนให้ร่าง หนุ่มน้อยนอนแผ่กายลงบนผืนดินอ่อนนุ่มข้างสัมภาระเขาอีกครั้ง หลับตา สูดลมหายใจเข้าลึกสุดอย่างที่ไม่เคยสูด เลือดไหลเวียนในกายที่ร้อนระอุค่อย ๆ เยือกเย็นลง พสุธาไหวติงเล็กน้อย ไร้เสียงใด ๆ ดอกหญ้าขาวลู่ลมก่อนทุกอย่างดำมืด…
สำนึกรู้ของหนุ่มน้อยถูกกระตุ้นปลุกด้วยแรงเขย่าอันเบาบาง เขาลืมตาพบนักเดินทางยิ้มให้ เวลานี้พึ่งคล้อยบ่ายมิใช่เย็นย่ำ “ข้าเห็นท่านหลับอยู่สักพักแล้ว กลุ่มพวกข้ากำลังจะเดินทางต่อ เกรงว่าท่านจะมีอันตราย หากมิติดขัดอันใดเดินทางไปพร้อมกับพวกข้าหรือไม่” นักเดินทางชักชวนให้เดินทางต่อ เดินทางไปพบกับความยิ่งใหญ่ และค้นหาความหมายของชีวิต หนุ่มน้อยยิ้มรับพยักหน้ารับรู้ ลุกขึ้นอีกครั้ง
ไม่มีอะไรยั่งยืน เสียงพื้นดินสิ้นไปจากความรับรู้ ยังมีคำถามมากมายที่อยากถาม
ยังมีเงื่อนไขชีวิตมากมายที่อยากเล่า
แต่สิ่งที่ได้รับรู้วันนี้ก็ทำให้หนุ่มน้อยได้คิดและคำนึง
ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยง…ทุกย่างเป็นอันเดียว
“ไม่มีภูเขา ไม่มีมนุษย์” หมุ่มน้อยท่องพร้อมหยิบสัมภาระ
การเดินทางเริ่มอีกครั้ง
แต่สิ่งที่เขาแสวงหานั้น….เปลี่ยนไป
Special Thank… Photo : McPich

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s