“ในบันทึกหน้าหนึ่งของ Diary วันที่ฉันตัดสินใจเดินกลับมาหาเขา”(เรื่องสั้น)

 ธันวาคม ๒๕๕๙


“เพลงลูกกรุง”

 

นานแล้วที่ฉันไม่ได้คุยกับเขาเลย ตั้งแต่ที่เราทะเลาะกันเพราะความไม่ลงรอยของความคิด มองจากจุดที่ฉันยืน ในวัยรอยต่อที่สับสน ความเลือดร้อนทำให้ฉันตัดขาด และความไม่อ่อนข้อของเขาทำให้ความสัมพันธ์ของเรามลาย

ฉันเดินออกไปจากชีวิตเขาในวันวาน

 แม่ฉันบอกกับฉันตามประสาคนชอบพอกันว่า เขาจะไม่ไปไหนและจะรอฉันอยู่ตรงนี้ ฉันไม่เคยเชื่อคนอย่างเขาจะมาอะไรกับฉัน จนวันนี้ วันที่ฉันกลับมานั่งตรงนี่ที่ ๆ บรรยากาศคุ้นเคย ความอบอุ่นรอบตัวเขายังแผ่ออกมาโอบกอดฉันดังวันเก่า ทำให้ฉันคิดถึงวันแสนดีในอดีต และหวั่นไหวกับวันนี้ที่ไม่รู้ว่า มันจะดี ได้มากแค่ไหน ถ้าฉันพูดสิ่งนั้นออกไป

“…โลกนี้หรือใช่มีเพียงทรามวัย ถึงไม่รักใช่แคร์อันใด ไม่โศกใจเศร้าโศกา

 ทั่วแคว้นแดนแผ่นดิน สิ้นพสุธา ใช่จะไร้เท่าใบพุทรา หญิงหนึ่งพอหามาเคียงใจ อย่าหมายคิดว่าชายจนปัญญา…

เพลงเก่าส่งเสียงขับขานกล่อมตัวฉันที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สักเก่าอายุเยอะ ฉันไม่แน่ใจนักว่าเขาจงใจเปิดเพลงนี้ (ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าชื่อเพลงอะไรด้วย) หรือว่าเป็นเพียงความบังเอิญที่ฉันได้มาฟังมันแค่นั้นเอง มันเป็นเพลงเดียวกับวันนั้น

รสนิยมการฟังเพลงของเขาก็เป็นอย่างหนึ่งที่ขัดใจฉัน เขาชอบฟังเพลงลูกกรุงเก่า ส่วนฉัน ป๊อบ ซึ้ง ร่วมสมัย แน่นอน ตอนเราอยู่ด้วยกัน ฉันต้องพ่ายแพ้ต่อ “สังคมชายเป็นใหญ่” และต้องทนฟังเพลงเหล่านี้

-นึกได้ก็โมโหขึ้นมาอีกแล้ว-


“คนแรก”

 

ในเดี่ยวฯ ตอนหนึ่งของ อุดม แต้พานิช ได้ให้ธีมในการพูดเกี่ยวกับ “ครั้งแรก” -แน่นอนฉันไม่ได้เก่งขนาดจดจำทุกอย่างของพี่โน้สได้ เลยไม่รู้ว่าตอนไหน- ซึ่งแก่นหลัก ๆ บอกไว้ว่า อะไรที่เป็นครั้งแรกนั้นจะติดอยู่ในใจเราเสมอ เป็นความประทับใจ ที่แสนสุขและเศร้า เมื่อนำมันกลับมาเล่าอีกครั้ง

ในตอนนี้ฉันนั่งมองเขาที่บอกให้ฉันนั่งรอเขาทำอาหารเที่ยงมาให้ การเคลื่อนที่ของเขา รอยยิ้ม ท่าทาง แม้แต่การเอามือที่เปื้อนเช็ดกางเกงก่อนทำอาหารต่อ มันกระตุ้นให้ฉันคิดถึง “ครั้งแรกของเรา”

เขาคือชายที่เป็นจูบแรก โอบกอดแรก และเป็นชายคนแรกที่นอนเตียงเดียวกันกับฉัน d>///<b ซึ่งแน่นอนไม่ว่ามากก็น้อย มันก็ทำให้ฉันหน้าแดงและอมยิ้มเมื่อนึกถึงมันได้

ยังมีอีกหลายอย่างที่เมื่อคิดขึ้นมาก็ทำให้ฉันอมยิ้ม และทำให้ฉันโมโห ทั้งกิริยาหลงฉัน ตามใจจนฉันเสียนิสัยและเอาแต่ใจตนเอง แต่ก็ย้อนแย้งด้วยบางคำสั่งที่เด็ดขาดจนฉันไม่กล้าแม้แต่จะนึกถึง

ตะกอนเหล่านั้นมียังคงค้างในใจให้ฉันได้เรียนรู้สั่งสอนตัวฉันอยู่เสมอ

(แต่ฉันไม่ยอมรับหรอกว่าคิดถึงเขา มันเป็นแค่การนึกถึง)

“ไม่ๆ” ฉันส่ายหน้าให้ลืมภาพเหล่านั้น ให้ตัวเองกลับมาอยู่ในวันนี้ ตรงนี้ เพื่อพูดคุยบางอย่าง สิ่งที่คาใจฉันมานาน ตั้งแต่วันที่ฉันตัดสินใจเดินออกไป


“การเติบโตเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราต้องห่างไกล”

 

“การเติบโตเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราต้องห่างไกล” ประโยคนี้เหมือนคุ้น ๆ อยู่ในหัว แต่ไม่แน่ใจนักว่าประโยคจริงกล่าวไว้ว่าเช่นไร แต่ที่จำได้มันอยู่ในหนังสือ “Open Diary” ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ มันตื่นมาสะกิดใจในตอนนี้

ฉันเดินไปเปลี่ยนเพลงเป็นเพลงร่วมสมัยบ้าง คงมีเวลาอีกนานพอควร เพราะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนทำอะไรรวดเร็วนัก มันคงนานกว่าอาหารจะเสร็จ และนานพอที่จะทำให้ฉันไตร่ตรองเรื่องที่ฉันจะพูดว่าควรพูดหรือไม่ในวันนี้ คิดดีแล้วเหรอที่จะบอกมันไป เศษกระดาษที่เขียนข้อความเรื่องที่จะพูดอยู่ในกำมือ ให้ฉันลังเลว่า ถ้าจะบอกจริง ๆ

จะบอกมันด้วยปากของตัวเอง หรือจะยื่นเจ้าสิ่งนี้ให้แทน

เรื่องราวในวันที่ฉันจากไป จำได้ดีว่าเป็นวันที่อากาศดีมาก วันหนึ่งในชีวิตฉัน มันอาจจะเป็นวันที่ท้องฟ้าเป็นอันเดิมนั่นแหละ แต่มันก็เป็นวันที่ฉันกล้าบอกกับเขาในเรื่องที่ฉันต้องการ

จำได้ขึ้นใจว่าเขาเปิดเพลงในเช้าวันนั้น (เป็นเพลงเดียวกับวันนี้ เพลงที่ฉันไม่อยากรู้ว่ามันเป็นเพลงอะไร) ในห้องที่เราสองคนนั่งจ้องหน้ากัน  ฉันบอกกับเขาว่า ฉันอยากจะย้ายตัวเองงานประจำที่มั่นคง(ตามคำพูดของเขา) ซึ่งเป็นที่ทำงานเดียวกับเขานั่นแหละ อยากไปหาสิ่งที่ต้องการ ไปค้นหาดวงดาวของตัวเอง เขาถามฉันว่าคิดดีแล้วเหรอ สิ่งที่ฉันทำอยู่ น่าจะเป็นอนาคตที่พึ่งพึงได้มากกว่าที่ ๆ ฉันจะไป

ใช่ ถ้ามองในมุมของคนที่โตกว่าฉันและผ่านอะไรมาเยอะ ย่อมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร(ในมุมมองของเขา) แต่ฉันคิดว่ายังไงฉันก็มีความคิด เขาไม่อาจทำกรอบครอบความเป็นฉันได้ เราเถียงเรื่องนี้กันมานาน เพราะฉันไม่มีความสุขในสิ่งที่ทำ จนเขาต้องตวาดและสั่งฉัน (ตามประสาคนที่ถูกสอนให้คิดว่าผู้ชายต้องเป็นใหญ่เสมอ) ให้ทำตามที่บอกแล้วจะมีความสุขตลอดชีวิต ถ้าไม่ทำ ก็ออกไปจากชีวิตเขาเลยดีกว่า เขาไม่ได้อยากดูแลผู้หญิงที่มองเห็นชีวิตเป็นเรื่องสนุก คลุกฝุ่นไปวัน ๆ และวิ่งไล่จับความฝันที่ส่องแสงอ่อนแรงกว่าหิ่งห้อย และถึงแม้ฉันจะไล่จับมันมาได้ ก็ไม่สามารถนำมาทำประโยชน์อะไรอันใดได้เลย

เมื่อฟังจบ ฉันเดินออกมาจากชีวิตเขาตามที่เขาต้องการ ไม่ต้องรอฟังคำอธิบายสวยหรูที่เขากำลังจะพูด(และเป็นสิ่งที่เขาทำเป็นประจำ ไอ้การตบหัวแล้วลูบหลังนั่นหน่ะ) และแน่นอนฉันเชื่อว่าเมื่อฉันหันหลังออกมาเขาก็คงไม่ห้าม ดึงหรือฉุดรั้งฉันไว้ เขาไม่เคยที่จะยอมมาง้อฉัน และมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ซึ่งมันก็ง่ายขึ้นเมื่อฉันแน่วแน่ที่จะไป ฉันตัดขาดทุกอย่างเกี่ยวกับเขา แม้มันจะเจ็บปวด แม้มันจะทรมาน แต่ฉันก็แกร่งพอที่จะเดินออกมา และกล้าที่หาตัวตนของฉัน ในสิ่งที่ฉันเป็นและต้องการ

“อย่าฝากความหวังไว้กับดวงดาว” เขาตะโกนไล่หลัง ให้เป็นคำกล่าวลาที่แสนเจ็บปวด


4

“พิสูจน์” 

 

ฉันว่าฉันพิสูจน์บางอย่างให้เขาเห็นแล้ว ฉันจึงเดินกลับมา…

เขาเดินถือกุ้งผัดผงกระหรี่จานโตออกมาจากครัว ในระหว่างอินโทรฯเพลง “อ้าว” ของอะตอมเริ่มขึ้น ก่อนเดินเข้าไปหยิบไข่เจียวหมูสับกับซอสพริกตราม้าบินที่ฉันชอบออกมาอีกอย่าง

“เปลี่ยนเพลงทำไม” เขาถามแบบอมยิ้มก่อนนั่งลงเตรียมแก้ว

“ก็เพลงอะไรไม่รู้ไม่อยากฟังเลยเปลี่ยน ทำไม” ฉันตอบแกมอมยิ้มเช่นกัน

เราสบตากันแว่บหนึ่งก่อนเสสายตาหนี หน้าแดง มันเป็นความรู้สึกแปลก คนคุ้นเคยที่นอนบนเตียงเดียวกัน อยู่ด้วยกันมานาน แต่พอห่างหายไปแล้วกลับมาเจอกันใหม่กลับเขินกันอย่างบอกไม่ถูก

เราทั้งคู่นั่งลง ฉันตักกุ้งตัวโตวางไว้ที่จานของเขา “อ้าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่นาที่บอกว่าเธอจะเลือกเขาและไม่มีวันกลับมา อ้าวเฮ้ย อย่ากลืนน้ำลายตัวเองดีกว่า อย่ามาเสียเวลาร้องขออะไร… “ เขาร้องเพลงกระทบกระเทียบ พร้อมสายตาเจ้าเล่ห์มองมาที่ฉัน

“ร้องเพลงวัยรุ่นเป็นด้วยเหรอ ชิส์” ฉันเบ้ปากใส่ เขาก้มหน้าก้มตากิน ฉันรู้ว่าเขารอให้ฉันพูดบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เขาไม่ใช่คนพูดอะไรมากมาย บรรยากาศตอนนี้ไร้ความกดดัน เราทั้งคู่แกว่งสารส้มของหัวใจลงในความทรงจำของชีวิต ให้ความคิดตกตะกอน ร่อนเรื่องราวที่ไม่ดีออกไป กลายเป็นเหตุผลแท้จริง เพราะสิ่งที่เราเลือกกระทำ ณ ขณะนั้นไม่ว่าถูกหรือผิด มันก็นำพาเราทั้งคู่ไปตามแนวทางของตัวเอง

ฉันตักข้าวเข้าปากหนึ่งคำ ก่อนมองเขาที่พยายามก้มหน้าก้มตากิน แล้วแสร้งทำเป็นอ่านหนังสือ เขาคงรอให้ฉันพูดอะไรสักอย่าง รสชาติของอาหารที่เขาทำยังติดอยู่ที่ความทรงจำฉันอยู่ เรื่องราวในวันวานที่ไม่จำเป็นต้องหาตัวผู้กระทำผิดนั้น ไม่ได้สำคัญกว่าบรรยากาศ ความอบอุ่นที่อยู่ตรงหน้าเลย ฉันอ้าปากอยากพูดสิ่งที่ฉันเตรียมมาแต่ก็ปากก็ค้างราวกับคำนั้นเป็นก้อนน้ำแข็งเย็นเยียบติดคอ

“จะพูดอะไร”เขาเงยหน้าขึ้นมาเห็นพอดี

“มะ…มีแฟนใหม่แล้ว รู้ยัง”

“อืม ทำไมเหรอ”

“ไม่มีอะไร” สีหน้าเขาไม่เปลี่ยน ยังกินข้าวและอ่านหนังสือต่อไป บ้าจริง ๆ ฉันจะบอกทำไมว่ามีแฟนใหม่แล้ว สิ่งที่อยากบอกสำคัญกว่านี้ หรือว่าใจฉันไม่กล้า

“อย่าบอกนะ ว่ามีแฟน เลยไม่ได้กลับมาหา” เขาพูดทั้งที่ตายังมองหนังสือ

“ไม่เกี่ยวหรอก ไม่อยากมาเฉย ๆ ไม่อยากเจอหน้าคนแถวนี้”

“อืม ก็ว่าอยู่ มีแฟนไม่มีแฟน ไม่เกี่ยวที่ตรงนี้จะมาเมื่อไหร่ก็ได้”เขาเคี้ยวข้าวต่อ ก่อนถามขึ้นอีก “งานใหม่เป็นไงบ้าง”

“ดีมาก ๆ” ฉันตอบ “ถึงแม้ยังเป็นหิ่งห้อย แต่สักวันจะพยายามให้งานที่ทำเป็นดาวให้ได้”

“อืม พยายามเข้าละ”

“ไม่โกรธเหรอ” ฉันถาม

“เคยโกรธ แต่หายแล้ว เข้าใจแล้ว นั่งทำใจอยู่นาน คิดว่าก็ดีแล้วที่เป็นแบบนี้ การไม่ฝากความหวังไว้กับดวงดาว มันคือการเดินออกไปทำมันด้วยตัวเองใช่ไหม อีกอย่าง ก็ทำให้โกรธมาเป็นล้านครั้งแล้วนี่ ชินแล้ว โกรธแล้วก็หาย…” เขาเว้นวรรคจากอาหารตรงหน้า ขึ้นมาทำสีหน้าเพื่อให้ฉันสบายใจมากที่สุด เขาไม่ได้โกรธ หรือเกลียดฉันเลย คงเหมือนอย่างแม่ฉันบอก ว่าคนอย่างเขาไม่มีทางโกรธฉันไปตลอด  นี่ฉันยังแบกอีโก้ไว้อยู่ทำไมกัน ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่

เมื่อทานข้าวเสร็จเขาเดินไปเปลี่ยนเพลงเป็นเพลงหวานรุ่นดั้งเดิมแบบที่เขาชอบ

“…รักหนอรักไม่จริง ถูกทอดทิ้งใจหาย รักหนอรักกลับกลาย สิ้นสลายกลายขม รักหนอรักต้องตรม สุดระทม ขมชื่น

…”

 

เพลงนี้ฉันเคยฟัง เพลงรักหนอรัก เวอร์ชั่น อรวี สัจจานนท์ เขาเปิดบ่อยตอนฉันยังอยู่ที่นี่ ฉันเคยฟังอันใหม่ที่ บัวชมพู ฟอร์ด นำมาร้องแต่สู้เวอร์ชั่นนี้ไม่ได้

ฉันหลับตานั่งฟังเพื่อให้คลายใจสักพักก่อนเดินไปบอกเขาว่า จะกลับแล้ว เพราะมีธุระตอนบ่าย

เขายิ้ม เก็บของนิดหน่อย แล้วเดินออกมาส่งฉันที่หน้าบ้าน

“โชคดีในสิ่งที่ทำอยู่นะ” เขาพูดก่อนลูบหัวฉันหนึ่งครั้งด้วยมือที่กร้านแต่อบอุ่น ฉันจ้องหน้าเขาอยู่นาน เมื่อรู้ตัวอีกครั้งน้ำตาก็อาบแก้ม เขาเอามือมาลูบน้ำตาที่แก้มซ้ายฉันออก แล้วฉันทนไม่ไหวร้องไห้ดังกว่าเดิม โผกอดเขา นี่ฉันทำอะไรลงไป มือรัดเขาแน่นราวกับจะชดเชยช่วงเวลาที่ฉันจากเขาไป เขาหอมที่กลางกระหม่อมฉันโดยที่ไม่พูดอะไร น้ำตาฉันอาบแก้มแต่ก็ยังไม่หยุดไหล ก่อนฉันจะตัดสินใจพูดคำนั้นออกมา เขาก็กอดฉันแน่นอีกครั้งหนึ่งแล้วพูดว่า

“ไม่เป็นไรนะ…”

“ลูกพ่อ”


#หนูขอโทษ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s