จ ด ห ม า ย จ า ก ‘ว่ า ว’

0

“อิสระอยู่บนฟ้า  ความสุขอยู่ที่…”พี่น้องมองหน้ากันพลิกหาข้อความในจดหมายจากแดนไกล
ชิ้นส่วนขาดแหว่ง คือสิ่งที่ต้องออกตามหา


 

1
นกอพยพถลาร่อนผ่านหลังคาบ้านในช่วง ปลายฝน ต้นหนาว ราวกับพวกมันบินมาขับไล่เมฆฝนให้ลุกขึ้นจากไป แล้วเหล่าทวยเทพรวยรินไอหนาว ไหลเอื่อยลงบนอ่างบรรยากาศ ให้พวกเราได้อาบความหนาวเหน็บสมดั่งที่โหยหา

พ่อแม่ยืนที่ระเบียงบ้าน นั่งฟังเรื่องราวจากแดนไกล ลมหนาวก็เหมือนเพื่อนสนิทที่หอบประสบการณ์มาเล่า มาแบ่งปันกันปีละหน กล่าวทักทายต้อนรับขับสู้กันอย่างสนิทใจ


2

พวกเด็กน้อยออกมายืนบนลานเลียบริมน้ำโขง วิ่งเล่นกันเป็นกลุ่มก้อน
ยอดหญ้าคาไหวปลิวตามแรงลม

‘ชักว่าว’ กันดีกว่า ผู้น้องพูด

เราพี่น้องรี่เร่งไปร้านค้า ซื้อขนมผิง รสชาติห่วยแห้งแข็งกรอบ หมายปองสิ่งแถม คือ ‘ว่าว’ โครงไม้ไผ่ติดด้วยกระดาษแก้วสีบานเย็น นำมาใส่หางด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ตัดโยงต่อกันยาว ๆ ด้วยข้าวเหนียวนึ่งแตะน้ำบี้ให้เป็นกาว ยึดเหนี่ยวด้วยด้ายที่ขโมยจากตระกร้ายายเป็นสายป่าน

ผู้พี่เป็นคนถือก้อนด้าย ผู้น้องจะถือว่าวอยู่ตรงข้าม รอจังหวะเหมาะ ก่อนวิ่งสวนทิศทางลม ตะโกนให้น้องปล่อย ว่าวน้อยทะยานขึ้นไป

เราแหงนหน้ามองว่าวที่ระเริงลมสลับกับจ้องตาเพื่อนฝูงที่มา’ชัก’กันก่อน
ประชันขันแข่งเสียดสีป่านด้าย เสียงเชียร์เฮฮารอบข้าง

‘ว่าว’  คือตัวแทนของพวกเราขึ้นไปเล่นบนท้องฟ้า

ส่งความสุขผ่านสายป่านลงสู่มือน้อย เราพยายามจินตนาการว่าหากเราบินได้

เราจะรู้สึกเช่นไร

“บินเถอะนะ บินไปเจ้าว่าว
นำคำอธิษฐานของเราสู่ทวยเทพ
ให้ท่านยิ้มมอบพรส่งกลับมา
สมปราถนาดั่งใฝ่ฝัน
แม้หากเจอพบปะกับฝูงนก
ก็จงแบ่งความสุขให้ทั่วกัน “

3

ณ สนามบินในวันฝนพรมเป็นม่านมู่ลี่เบาบาง เพื่อเดินทางไปสู่หน้าที่และกิจวัตรสำคัญ ลมหนาวจากแอร์คอนดิชั่น ลูบไล้แขนให้หนาวเย็นแบบไร้ชีวิต เป็นการปรุงแต่งอุณภูมิอย่างหยาบ ไร้ภาษา ไม่เรื่องราวใด ๆ มาเล่าสู่ ลมข้างนอกเริ่มสะบัดธงให้เป็นคลื่น ผมทำใด้แค่มองจากห้องพักผู้โดยสาร ไม่มีโอกาสสัมผัส

ผู้คนรอบข้างก้มหน้าดูธารข้อมูลของตัว บ้างอ่านหนังสือ บ้างฟังเสียงเพลงผ่านสายสัญญาณ รอเวลาเดินทาง ก่อนจากกันไปโดยไม่รู้จักกันเครื่องบินทะยานขึ้นนำพวกเราสู่ท้องฟ้า เข้าอาณาเขตลานกว้าง สนามเล่นของเหล่าทวยเทพ ผู้คนเหล่านั้นยังดำเนินกิจอันเดิมของตน

ผมคิดถึงถึงว่าวในวันวาน

 4

สายป่านจากด้ายคุณยายสะบั้นขาดจากการกระชากแก่งแย่งตัวเจ้าว่าวน้อย เมื่อไร้สายรัดรั้งก็โผบินลอยล่อง “กูยังบ่ได่เล่นเลย” น้องชายทำหน้าค้อน ผู้พี่ขอโทษแล้วยืนมองทิศทางที่ว่าวเจ้าปลิวไป

ทั้งสองยังนั่งมองไปยังท้องฟ้า แม้เจ้าว่าวจะลิบตาหายไปแล้ว แต่เรื่องเล่าของลมหนาวยังโลดแล่น
“นั่นหมี”
“เหมือนหมามากกว่า”
เมฆขาวลอยปะติดตัดกับพื้นสีฟ้าสด ราวกับเป็นแกลลารี่ภาพนามธรรมให้พี่น้องนั่งเดาความหมาย

ละอองฝนบางเบายังพอมีปลิวมาจากเบื้องบน นำจดหมายจากว่าวมาให้
เป็นกระดาษเก่าชื้นแฉะที่ไร้ซองและจ่าหน้า
ผู้พี่คลี่ออกมา ผู้น้องนั่งฟังอย่างตั้งใจ

5

“จะรู้สึกเช่นไรนะ เจ้าว่าวสีสดลอยบนฟ้า
อิสระจากกรอบกรงที่หน่วงขัง
บินปลิวไปในฟ้ากว้าง 

เจ้าจะอ้างว้างบ้างไหม หวั่นไหวกับเมฆหมอก
หรือ เย้าหยอกเริงร่า เขียนขีดผ่านม่านฝนมา
ให้ได้รับรู้ว่า  เจ้ายังสบายดี

“ก๊อก ก๊อก” ผมทอดสายตาตามเสียงออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน เห็นเจ้าลมขยับปากบอกบางอย่าง อาจเป็นข่าวสารจากว่าวน้อย หรืออาจเป็นพรของเหล่าเทวา แต่คงไม่ได้ยินเสียงเล่า อาจเพราะกระจกหนาปิดกั้น กอรปกับเสียงครางดังของเครื่องยนต์อื้ออึงโอดครวญ ปานเหนื่อยหน่ายจากการบรรทุกพวกเราข้ามฟ้าผมบินอยู่สูงกว่าเจ้าว่าว แต่ทำไมเล่าไม่ได้รู้สึกถึงอิสระ อาจเป็นเพราะยังอยู่ในกล่องบรรทุก ติดสายป่านที่มองไม่เห็น นำทางโดยความคิด หน้าที่ และความจำเป็นที่แตกต่างกันตามวาระ

บางครั้งเราคงคล้ายว่าวตรงที่เป็นตัวแทนของบางอย่าง
เหินฟ้าไปนำสารบางอย่างส่งกลับมา

อาจเป็นความสุขบ้างบางครั้ง

อาจเป็นน้ำตาบ้างบางหน

อาจเป็นความหวังของบางคน

หรือ อาจเป็นแค่การหนีไปให้พ้นจากสายตา


6

ค่ำมืดดวงดาวปรากฏกระจายทั่วฟ้า อ่างอากาศเต็มปริ่มไปด้วยความหนาวเหน็บรัดรึง พ่อก่อกองไฟให้ ในมือมีไม้แห้ง ปลายหนึ่งดำด้วยเขี่ยไฟ
‘หมกเม็ดมะขาม ‘ ใต้ขี้เถ้าแล้วเขี่ยแบ่งกันเมื่อสุก
‘รสชาติเหมือนก่อนกรวด’ผมพูด สร้างเสียงหัวเราะให้พี่น้องที่นั่งขบกัดอย่างมีความสุข

ในมือผมตอนนี้ถือขนมห่อสวยจากเจ้าหน้าที่สาวบนเครื่อง รับมาพร้อมยิ้มส่ง ไม่มีเม็ดมะขามรสก้อนกรวด ไม่มีไออุ่นจากกองไฟ นอกหน้าต่างยังมีแต่เมฆ มีเรื่องราว มีลมหนาว มีความฝัน

ผมคิดออกแล้วว่า ข้อความของจดหมายที่ขาดไป

เราอาจไม่ได้ขาดบางสิ่ง
ความจริงเราอาจแค่ลืมเอามา
อยู่ในตู้กับข้าว หรืออาจอยู่บนเตาคุณย่า
อาจอยู่ใต้หมอน หรือในตระกร้า
หรืออาจอยู่บนท้องฟ้าที่ ‘บ้าน’ เรา


ว่าวน้อยยังต้องผจญภัย
ในเครื่องบินยังมีผู้คนที่มีเรื่องราว
มีความปวดร้าว มีคราบน้ำตา

ผมก้มลงอ่านอักษรสุดท้ายบนกระดาษเก่า ๆในมือ
“อิสระอยู่บนฟ้า ความสุขอยู่ที่…”

ผมรู้คำตอบนั้นดี

พับเก็บกระดาษเหลืองเพื่อนยาก ใส่ในกระเป๋าที่ลึกที่สุด เก็บรักษามันเป็นอย่างดี เมื่อไหร่ที่เปลี่ยวเหงาและสับสน

หยิบมันขึ้นมา กระดาษจากท้องฟ้าที่นำมาโดยละอองฝน

จ ด ห ม า ย จ า ก ว่ า ว

————————-

 ลิง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s